วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

หวานเป็นยามีจริงด้วย"น้ำผึ้ง"

น้ำผึ้ง ถือเป็นหนึ่งในของขวัญที่หลายคนจะนึกถึงเพื่อมอบให้กับญาติมิตรในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เก็บได้นาน แถมนำไปรับประทานได้หลากรูปแบบ แต่ก่อนจะเลือกของขวัญจากธรรมชาติชนิดนี้ ลองมาดูสรรพคุณของน้ำผึ้งกันอีกที เผื่อเอาไว้บอกกล่าวเล่าสู่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มสำหรับวันพิเศษที่กำลังจะมาถึง

น้ำผึ้ง เกิดจากการที่ผึ้งลำเลียงน้ำจากเกสรดอกไม้ที่เป็นน้ำหวานจากธรรมชาติ แล้วใช้กรด Enzyme ในห้องผึ้งเพื่อเปลี่ยนเกสรดอกไม้เหล่านั้นให้เป็นน้ำผึ้ง ดังนั้น น้ำผึ้งจากแต่ละแหล่งจึงแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบแต่ละชนิด และน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งในป่าใหญ่จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารแตกต่างจากผึ้งเลี้ยง ซึ่งจะมีการเติมน้ำหวานจากน้ำตาลและเกสรเทียมทำให้คุณค่าลดน้อยลงไป

น.พ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล เขียนคอลัมน์ แพทย์แผนจีน ลงในเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน โดยอ้างถึงคัมภีร์ชื่อ เปิ่น-เฉา-กัง-มู่ ที่เขียนโดย หลี่สือเจิน ว่ามีการกล่าวถึงความแตกต่างของน้ำผึ้งที่ได้จากเกสรดอกไม้ชนิดต่างๆ กัน ทำให้มีสรรพคุณแตกต่างกันด้วย เช่น

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำไย บำรุงและเลือด บำรุงสมอง ช่วยความจำ ทำให้นอนหลับ

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่ แก้กระหาย กระตุ้นน้ำลาย บำรุงหัวใจและไต

น้ำผึ้งจากเกสรเบญจมาศป่า ขับร้อนขับไฟ ขับลมแก้พิษ

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า ขับร้อนกระตุ้นความอยากอาหาร บำรุงม้าม บำรุงประสาท

น้ำผึ้งจากเกสรของส้ม ลดบวม-ขับพิษ แก้กระหายน้ำ


มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งมานาน หลักฐานเก่าแก่สุดที่ถูกค้นพบ คือภาพเขียนผนังถ้ำวาเลนเซียในประเทศสเปนอายุกว่า 10,000 ปี ที่เป็นภาพผู้หญิงกำลังปีนบันไดซึ่งพาดอยู่กับต้นไม้ มือหนึ่งถือตะกร้า อีกมือเอื้อมคว้ารวงผึ้งที่ห้อยอยู่กับกิ่งไม้

อีกหลายชาติมีการบันทึกเรื่องราวของน้ำผึ้งไว้ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งในด้านศาสนา โดยความเชื่อฮินดู น้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะ และถูกนำมาใช้เพื่อบูชาพระเจ้า ไบเบิลก็เขียนถึงน้ำผึ้งว่าเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในทำนองเดียวกัน ขณะที่พุทธประวัติมีบันทึกเรื่องของน้ำผึ้งว่าเป็นส่วนผสมในข้าวมธุปายาสซึ่งถวายแด่พระพุทธเจ้าช่วยให้พระวรกายของพระองค์กลับมาสมบูรณ์แข็งแรง

ในทางการแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้น้ำผึ้งผสมผงอบเชย เพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกายมานานหลายศตวรรษ ด้านตำราจีนของ หลี่สือเจิน บันทึกสรรพคุณ 5 ประการของน้ำผึ้งกล่าวคือ ขับร้อน บำรุงส่วนกลาง (กระเพาะอาหารและม้าม) ขับพิษ รักษาแผล ทำให้ชุ่มชื่นลดความแห้งแก้ไอ และแก้ปวด

ขณะที่แพทย์แผนไทยใช้น้ำผึ้งเพื่อช่วยแต่งรสยา ให้ยามีรสอร่อยขึ้นและช่วยชูกำลัง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในน้ำกระสายยา ที่ช่วยทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของไตและกระจายเลือด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังมากขึ้น บางครั้งน้ำผึ้งถูกนำมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอนอีกด้วย

ตำนานและเรื่องเล่าทางศาสนาดูเหมือนจะอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ของยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่า น้ำผึ้งแท้ มีองค์ประกอบของน้ำตาล Dextrose และ Fructose ราวร้อยละ 50-90 ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทางยาสูงกว่าน้ำตาล Sucrose ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 0.1-10 นอกจากนี้น้ำผึ้งยัง อุดมด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี วิตามินเค และวิตามินซีจากธรรมชาติ รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ ได้แก่ กรดอะมิโน กรดไขมัน และเกลือแร่ต่างๆ อย่างสังกะสี และทองแดง

ในอเมริกาและแคนาดา มีการรักษาและป้องกันโรคหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน นอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ

ข้อมูลจากมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งสำหรับท่านชายที่สมรรถภาพหย่อนยาน ว่าน้ำผึ้งเพียวๆ รับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน น้ำผึ้งจะช่วยให้เชื้ออสุจิคึกคักขึ้น ถ้าย้อนไปดูสูตรโบราณมีการดองกล้วยน้ำว้ากับน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มพลังบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน

มีคำแนะนำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานน้ำผึ้ง ได้แก่

1.ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าดื่มโดยผสมน้ำอุ่น จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจาง ลดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ถ้าดื่มโดยผสมน้ำเย็นจะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้กระตุ้นการถ่ายอุจจาระ

2.ควรดื่มหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะการดื่มหลังอาหารทันที จะทำให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดให้สูงมากยิ่งขึ้น ทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งจะเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก

3.ควรดื่มก่อนนอน เหมาะสำหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และนอนหลับยาก

หวาน อร่อย แถมมีสารพัดสรรพคุณ เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ถ้ากำลังมองหาของขวัญเพื่อคนพิเศษ น้ำผึ้งจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสนุกดอทคอมครับ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

นานาคุณค่า กับ"ข้าวหอมราชินี"

เปลี่ยนทัศนคติกันเถอะ!! อย่าคิดว่าแค่โปรตีนและวิตามิน จะเป็น "ฮีโร่" ทำให้ผอมเพรียวได้เท่านั้น อย่าลืมว่าร่างกายก็ต้องการพลังงานเช่นกันนะ หนุ่มสาวกลัวอ้วนทั้งหลาย "เลิกยี้แป้ง" แต่ควรเขี่ยข้าวขัดขาวทิ้ง แล้วมองวัตถุดิบตัวเลือกชั้นดีหน้าใหม่จากธรรมชาติกันดีกว่า

"ข้าวหอมราชินี" หรือข้าวกล้องปรุงกระยาทิพย์ "แรกผลิ 6" เป็นสุดยอดข้าวไทยคุณภาพผสานคุณค่าข้าวไทย 6 พันธุ์ชั้นเยี่ยมรวมกัน ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ ข้าวกล้องขาวดอกมะลิ ข้าวเหนียวกล้อง ข้าวกล้องหอมกุหลาบ ข้าวแดงสุรินทร์ และข้าวกล่ำดอยมูเซอ มีรสชาติกลมกล่อม หุงง่าย ไม่ต้องซาวน้ำ

เมื่อนำไปหุงรับประทาน มันจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นกากใยอาหาร ให้วิตามินสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมน ชะลอแก่ ลดการเกิดสิวและปวดประจำเดือน ช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงไขข้ออักเสบ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ทั้งยังมีส่วนช่วยในการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการขับน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เพื่อสลายไขมัน เหมาะกับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้รักสุขภาพ สตรีวัยทอง และเด็ก หากเบื่อข้าว ซึ่งเป็นเมนูหลักของอาหารไทย อยากเปลี่ยนมาสัมผัสรสเลี่ยนๆ แบบฝรั่งดูบ้าง ก็ลองเปลี่ยนจากสปาเกตตีข้าวสาลีธรรมดา เป็น "เส้นสปาเกตตีโฮลเกรน"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หยุดพิษบุหรี่มือสอง "เพื่อบ้านในฝัน"

การสูบบุหรี่นอกจากจะเกิดผลร้ายโดยตรงต่อตัวเองแล้ว บางครั้งก็เกิดผลร้ายต่อคนอื่นหรือคนใกล้ชิด ที่สูดเอาควันบุหรี่ที่คุณกำลังสูบโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเด็กซึ่งมีภูมิคุ้มกันน้อย หากสูดควันบุหรี่เข้าไปมากๆ ก็จะเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นการสะสมสารก่อมะเร็งโดยตรง

พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีตระหนักถึงอันตรายจากบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง จึงได้จัดโครงการบ้านปลอดบุหรี่และขยายเครือข่ายการรณรงค์โครงการบ้านปลอดบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้สู่ประชาชน พ่อแม่/ผู้ปกครอง ให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของการได้รับควันบุหรี่ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในด้านความเสี่ยงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นและเน้นแบบอย่างของการไม่สูบบุหรี่ของพ่อแม่/ผู้ปกครอง ด้วยการรณรงค์ให้ "บ้านปลอดบุหรี่" พร้อมขยายเครือข่ายโครงการบ้านปลอดบุหรี่ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย

รศ.คลินิก (พิเศษ) แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการโครงการบ้านปลอดบุหรี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่สถาบันฯ เป็นศูนย์กลางการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่จึงได้พัฒนาระบบการบริการสำหรับให้ความรู้ และส่งเสริมการเลิกสูบบุหรี่ โดยเริ่มให้กับบุคลากร ผู้ปกครอง และผู้ใช้บริการของสถาบันฯ ทั้งในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ทั้งนี้ ได้ทำต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเปิดเผยเกี่ยวกับพิษภัยควันบุหรี่มือสองในบ้านที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ พบว่า เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ การเป็นหวัดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะโรคหืดมากถึงร้อยละ80 สถาบันฯ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จากพ่อแม่/ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุแรกเกิด 12 ปี ที่นำบุตรหลานมารับบริการตรวจรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯ พบว่า มีพ่อแม่/ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ในบ้านที่มีเด็กร้อยละ 82 และร้อยละ 50 ไม่เคยทราบว่าโรคต่างๆ ในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ 1 ใน 3 เคยเห็นบุตรหลานเลียนแบบท่าทางการสูบบุหรี่ ซึ่งสถาบันฯได้ทำสื่อการเรียนรู้เรื่อง"บ้านปลอดบุหรี่"ไว้ด้านหลังบัตรคิวฉีดวัคซีนและคลินิกต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานเข้ารับบริการได้รับความรู้จากพิษภัยควันบุหรี่มือสองโดย

ตรง รวมถึงสื่อเพื่อการรณรงค์อื่นๆส่งมอบต่อให้ รพ.เครือข่ายใช้เพื่อการร่วมรณรงค์อีกด้วย ท้ายสุด รศ.คลินิก (พิเศษ)แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ยังแนะวิธีป้องกันภัยลูกรักจากควันบุหรี่มือสองว่า การทำให้บ้านปลอดบุหรี่ รวมทั้งในรถยนต์ส่วนตัวและที่ทำงานสอน ลูกรักให้อยู่ห่างจากผู้สูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารในร้านที่ปลอดบุหรี่ทั้งร้าน หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือ

อากาศถ่ายเทไม่สะดวกและรวมถึงการขอร้องคนสูบบุหรี่อย่าสูบบุหรี่ใกล้ลูกรักของเราเป็นวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถทำได้ เพื่อช่วยให้ลูกรักปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสอง

อย่างที่ทราบว่า บุหรี่ไม่เป็นผลดีต่อคนสูบหรือคนใกล้ชิด การห้ามไม่ให้คนอื่นสูบบุหรี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่หากเข้าใจและรู้จักป้องกันเราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของควันบุหรี่ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากควันบุหรี่อีกต่อไป

ขอบพระคุณหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เป็นมะเร็งปากมดลูก!!

เกร็ดความรู้วันนี้เป็นของชาวเว็บท่านหนึ่งที่อยากฝากเตือนผู้หญิงทุกคนค่ะ นั่นคือ มะเร็งร้ายที่ปากมดลูกสิ่งที่ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

มะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดได้จากการใช้ทิชชูในเวลาทำกิจวัตร จะเกิดจากเป็นเชื้อราเล็กๆ และขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย

ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นเชื้อราเล็กๆ อยู่จึงไม่กังวลมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงคือทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจที่เมื่อใช้เป็นเวลานานติดต่อกันจะทำให้เกิดในช่องคลอดได้

หมอแนะนำว่าหลังจากเสร็จกิจใน ห้องน้ำ ให้ใช้ทิชชูซับแทนการเช็ด และต้องซับครั้งเดียว ไม่เกิน 10 วินาทีเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราได้ 50 % ด้วย ความปรารถนาดี

โดย เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

เซเลอรี่ต้านไมเกรน ได้นะครับ



เซเลอรี่เป็นผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นทำเนียบผักที่มีประโยชน์ในการบำบัดอาการต่างๆ สำหรับคนที่มีอาการไมเกรน แนะนำให้ดื่มน้ำเอนไซม์เซเลอรี่วันละครึ่งแก้ว เพราะน้ำเซเลอรี่อุดมไปด้วยคูมาริน ที่ทำให้การไหลเวียนของระบบโลหิตทำงานได้ดี ช่วยอาการปวดคลายตัว นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น และช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอล จึงช่วยลดและป้องกันอาการไมเกรนได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากชีวะจิตครับ

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

รักษาแผลในกระเพาะ-ลำไส้ ด้วยสมุนไพรไทย

โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง แต่อุบัติการของโรคนี้ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานจำนวนที่แน่นอน โรคนี้พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วไป และพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

โรคกระเพาะตามความหมายของแพทย์ หมายถึง แผลที่กระเพาะอาหาร (gastric ulcer) หรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer) ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลศิริราชว่าแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบมากกว่าแผลที่กระเพาะอาหารประมาณ 2 เท่า


แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบบ่อยในวัยหนุ่มสาว โดยอายุเฉลี่ยของผู้เป็นโรคนี้คือ 35 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า ส่วนแผลที่กระเพาะอาหารมักพบในวัยกลางคนขึ้นไป โดยอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคนี้คือ 42 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า

สาเหตุของโรคดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ปกติจะมีสารเมือก (mucin) หลั่งออกจากต่อมในส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและส่วนบนของลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันเยื่อบุกระเพาะจากฤทธิ์กัดของน้ำย่อยที่เป็นกรดอย่างแรง แต่มีปัจจัยบางอย่างที่คาดว่าจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง เกิดการอักเสบและเป็นแผลได้ง่าย เช่น ภาวะขาดอาหาร ภาวะเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานยาหรือสารบางชนิดที่กัดกระเพาะ สูบบุหรี่จัด ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนมากหรือเนื่องจากกรรมพันธุ์

อาการระยะแรก คือ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาจมีความรู้สึกอิ่มแน่นหรือหิวร่วมด้วย แผลในกระเพาะอาหารมักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 1-ชั่วโมงครึ่ง ส่วนแผลในลำไส้มักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมง และช่วงดึกหลังเที่ยงคืนด้วย

การรักษาจะไม่หายขาด ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองคล้ายกับผู้ป่วยท้องอืด ท้องเฟ้อ ระยะที่ปวดท้องควรดื่มนมถั่วเหลืองทุก 3-4 ชั่วโมงพร้อมทั้งใช้สมุนไพรที่แนะนำ รับประทานอาหารอ่อน ทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ งดอาหารรสจัดและสิ่งต้องห้ามข้างต้น และหาทางคลายเครียดด้วย จะมีสมุนไพรที่ช่วยรักษาเยื่อบุทางเดินอาหารให้แข็งแรงขึ้น และควรใช้สมุนไพรขับลมร่วมด้วย
กล้วยน้ำว้ารับประทานผลดิบสดครั้งละครึ่งถึง 1 ผล อาจใช้ผลดิบหั่นบางๆตากแห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม ใช้ผงยาเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล

ข้อควรระวัง อาจมีอาการท้องอืดหลังรับประทานยานี้ แก้ได้โดยดื่มน้ำต้มขิงหรือสมุนไพรขับลมอื่นๆ
ขมิ้นชันผงขมิ้นครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนหรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2 เม็ด

ขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จากสมุนไพรดอทคอมครับ

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีอ้วนจ้า....

วันนี้ผมได้คัดลอกบทความ จากเว็บไซต์ ชื่อดัง cheewajit.com (ชีวจิต) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ คนผอมที่อยากอ้วนครับ ปกติไปที่ไหน พวกเราคนผอมจะเจอ แต่ข้อมูล เคล็ดลับ ของคนอ้วนอยากผอม สูตรลดน้ำหนักอะไรต่างๆ มากมายด้วยกัน ยิ่งอ่าน ยิ่งฟัง มันก็สะท้อนใจ




วันนี้ได้เคล็ดลับจากเว็บชีวะจิต เปรียบเสมือน ก๊วยเจ๋ง ได้คัมภีร์ นพเก้า เหมือนแมวติดปีก ทำให้เราคนผอม (ผมก็ผอมเหมือนกัน อยากอ้วนๆๆๆ) มีความหวังขึ้นมาทันใดครับ โดยผู้รู้ที่ให้ข้อมูล ท่านเขาเขียนไว้ดังนี้...


กุ้มใจจริงๆ อยากมีเนื้อมีหนังกะเค้าบ้างจังเลย... ใครว่ามีแต่คนอ้วนที่อยากผอม ส่วนคนผอมก็อยากอ้วนกะเค้าบ้างเหมือนกันนะจ๊ะ เราก็เป็นคนนึงที่มีรูปร่างผอม เวลาซื้อเสื้อผ้าก็หาใส่กะเค้ายากเหมือนกัน ต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าเด็กโต้ๆ ใส่แทน เวลาไปซื้อก็อายเหมือนกันนะ ต้องเอามาเทียบดู ไม่ก็ลองใส่ ใครมีปัญหาแบบนี้อยู่บ้างอะป่าว วันนี้เรามีทางออกให้ โดยการเพิ่มน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดี Y__Y




เรามาพบกับ 6 วิธีการเพิ่มน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดีกันดีกว่า



  • เราควรกินให้บ่อยขึ้น โดยการแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น แทนที่จะกินอาหาร 3 มื้อหลักให้แบ่งเป็น 5 -6 มื้อต่อวัน

  • เราต้องหันมาเลือกกินคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น แต่ต้องเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ขนมปังโฮลวีต หรือคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ อย่างข้าวโพด เผือก หรือมันอบ

  • เราต้องกินโปรตีนมากขึ้น โดยเน้นโปรตีนจากเนื้อปลาเป็นหลัก โดยเฉพาะปลานึ่ง

  • ระหว่างมื้อให้เราวางของกินเล่น หรือขนมขบเคี้ยวไว้ใกล้มือ เช่น มิกซนัท ผลไม้แห้ง อย่างลูกเกด ถั่วหรือ ธัญพืชอบต่างๆ

  • เราควรดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป วิธีนี้ช่วยเพิ่มแคลอรีอีกทางหนึ่ง

  • เราควรออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก เพราะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แต่ไม่แนะนำให้ ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพราะวิธีนี้เหมาะกับการลดน้ำหนักมากกว่านะจ๊ะ
แท้จริงแล้วการเพิ่มน้ำหนักให้สมส่วนนั้นก็เพื่อสุขภาพ และบุคคลิกภาพของเราให้ดูดี แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งการที่เรามีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานนั้น บางครั้งก็แสดงถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ เราจึงควรได้รับตรวจรักษาสุขภาพหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายร้ายแรงแก่ร่างกายนะคะ +__-