วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ถุงน้ำดีข้น ปัญหาที่มีทางแก้!


กินอาหารผัดน้ำมันมากไปแย่แน่ๆ... ในยุคปัจจุบันเราหลีกเลี่ยงอาหารผัดน้ำมันได้ยากนัก ในเมื่อเวลามันช่างเร่งรีบ จะมัวมาเลือกของกินก็อาจจะไม่ทันกาล ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ปริมาณน้ำมันต่างๆ ก็จะไปเกาะอยู่ตามผนังลำไส้เล็ก จึงส่งผลให้ย่อยอาหารลำบากไม่เป็นไปตามปกติ จึงต้องดึงน้ำย่อยจากถุงน้ำดีมาช่วย เมื่อถุงน้ำดีถูกดึงน้ำย่อยมากขึ้น จึงเป็นที่มาของอาการ ถุงน้ำดีข้น (ถุงน้ำดีทำหน้าที่เก็บน้ำย่อยที่ผลิตจากตับ)

ในร่างกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70% ความสำคัญของน้ำจึงต้องมาเป็นอันดับต้นๆ หากถุงน้ำดีถูกดึงน้ำย่อยออกไปมากๆ จะทำให้ถุงน้ำดีข้น ยิ่งเฉพาะผู้ที่กินน้ำน้อยแล้วด้วยล่ะก็ ปกติเราจะต้องสูญเสียน้ำจากปัสสาวะและ เหงื่ออยู่แล้วไม่ควรจะต้องเสียน้ำออกจากถุงน้ำดีโดยไม่จำเป็น


อาการของผู้ที่ถุงน้ำดีข้นมีดังนี้
1. ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวสองข้าง
2. น้ำในหูไม่เท่ากัน เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย
3. นอนไม่ค่อยหลับ
4. ตาเหลือง ตาฝ้าฟาง ตาเป็นต้อ
5. กินได้น้อย เหงือกบวม
6. ปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดน่อง ปวดเข่า ขาไม่มีแรง
7. อาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ได้

ส่วนวิธีดูแลถุงน้ำดี ทางด้านนี้เลยครับ
1. งดอาหารผัดน้ำมัน
2. ดื่มน้ำครั้งละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อยๆ
3. ไม่เครียด ไม่อดนอน
4. ใช้ดีบัว(ไส้ในเม็ดบัว) แบบตากแห้ง ต้มกินน้ำเพื่อบำรุงถุงน้ำดี
5. ลูกเกด ครับผมกินบำรุงถุงน้ำดีได้

หลายๆคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการเกี่ยวกับถุงน้ำดีข้น ยังไงก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะครับ พยายามสังเกตุสุขภาพตัวเองด้วยล่ะ ด้วยรักและหวังดีจาก KayDeeJitDee ครับ และขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.All-Your-Think.com ครับ

เมียจ๋า เก๊าต์ลาก่อน.....


โรคเก๊าต์ เป็นได้ทุกคนล่ะครับไม่จำกัดว่ารวย หรือจน วันนี้มารู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดเก๊าต์และวิธีรักษากันครับ สิ่งที่พบในผู้ป่วยโรคเก๊าต์ก็คือ คนกลุ่มนี้จะมี กรดยูริคสูง และกรดยูริคเหล่านี้ไปรวมตัวกับโซเดียม จึงทำให้ตกผลึกไปอยู่ตามเยื่อนุ่มๆ บริเวณข้อต่อ แล้วเกิดอาการปวดบวมขึ้นตามมา โดยมาจะพบบริเวณข้อนิ้วเท้าจ้า

ปัจจัยตัวสำคัญของโรคเก๊าต์ มาจาก "สารอาหาร" และ "ความเครียด" ครับผม โดยที่ความเครียดเกิดได้หลายประการ เช่น ทำงานหนักพักผ่อนไม่พอ ทะเลาะกับแฟน อกหัก หรือแม้แต่ตื่นเต้นตกใจ ก็เครียดนะครับ โอ้ยเยอะแยะ แค่นึกสาเหตุก็เครียดแล้วเนี่ย!

โดยที่เมื่อเราเครียดร่างกายจะผลิตกรดยูริค ออกมามากมายเลยครับ แต่ถ้าเรามี กรดแพนโทเทนิค ในร่างกายเยอะก็จะช่วยเปลี่ยน ยูริค เป็น ยูเรีย และ แอมโมเนียขับออกทางปัสสาวะได้ กรดแพนโทเทนิค จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหยุดเก๊าต์ได้ครับ

แพทย์บางตำรากล่าวว่า "ให้งดพวกเครื่องใน งดเนื้อ" การงดอาหารกลุ่มนี้อาจจะทำให้เราขาดโปรตีนและวิตมินบี รวมทึง แพนโทเทนิค อีกด้วย จึงอาจให้ผลในการตรงกันข้ามมากกว่า... แนวทางก็คือ งดรับประทานอาหารที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังกล่าว แล้ว ก็มาชดเชยสิ่งที่ขาดไปกัน ด้วยการกิน วิตามินบีรวม รวมถึง แพนโทเทนิควันละ 600 มก.

วิตามิน อี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ถ้ามีน้อยเกินไปจะส่งผลให้กรดไขมันในร่างกายถูกทำลาย และมีการทำลายนิวเคลียสของเซล์ส่งผลให้ผลิตกรดยูริค ขึ้นมามากอีกที (อะไรจะล้มเป็นโดมีโน่ ขนาดนั้น)

มีการทดลองในสัตว์พบว่า เมื่อให้อาหารที่ขาดวิตามินอี กับสัตว์เป็นระยะเวลานานๆ สัตว์จะมีกรดยูริคสูงกว่าปกติถึง 8 เท่าด้วยกันครับ โดยขนาดวิตามินอี ที่แนะนำต่อวันคือ 300-400 Unit การได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ก็ทำให้ขาด อมิโนเอซิด เป็นผลให้กรดยูริค เพิ่มอีกเช่นกัน และสาเหตุอีกประการคือ ขาด แบคทีเรีย Acidophilus ในลำไส้ จะทำให้กรดยูริคสูง จึงควร บริโภคโยเกิร์ต เพื่อเพื่อแบคทีเรียชนิดนี้ด้วยครับ

นอกจากนี้ผู้ป่วยเกาต์ควร กินผักผลไม้ มากๆ หรือให้ วิตามิน ซี 2 gm ติดต่อกันเป็นเวลา 3วัน กรดโฟริค ก็เป็นอีกตัวที่ช่วยลด Xanthine oxidase ไม่ให้ผลิต กรดยูริคขนาดที่ใช้ก็คือ 40-80 มก./วัน

เรามาสรุปวิธีการรักษาตามแนวทางโภชนาการกันครับ

1. ให้วิตามินบีรวม และแพนโทเทนิค วันละ 600 มก.
2. อย่าเครียด
3. อย่าจำกัด ปริมาณอาหารเสี่ยง เกินไปเพื่อให้ได้อมิโนเอซิส และวิตามินที่เพียงพอ
4. ให้วิตามินอี วันละ 300-400 มก.
5. เพิ่ม acidophilus แบคทีเรีย เช่น โยเกิร์ต
6. ให้วิตามินซี ขนาดสูง (2 gm) ติดต่อกัน 3วัน
7. ให้กรดโฟลิค วันละ 40-80 มก.

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือโภชนารักษาโรค เล่ม2 ของบริษัทหมอมวลชนครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว... เช่นเดียวกันกับเว็บไซต์ http://www.All-Your-Think.com ครับ



คริต แด็ดดี้ร็อค