วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

ขมิ้นกับอัลไซเมอร์

ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหาร ให้มีสีเหลืองและกลิ่นหอม สมุนไพรชนิดนี้พบทั่วไปในแถบเอเชีย ขมิ้นถูกเรียกว่า “ฮาลดิ” (Haldi) ในภาษาฮินดี (ภาษาของชาวอินเดียทางตอนเหนือ) ภาษาจีนเรียก “เจียง ฮวง” (jiang huang) และภาษาทมิฬเรียก “มองจัล” (monjal) โดยมีประวัติสรรพคุณทางยายาวนานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นที่สรรพคุณในการรักษาแผล แก้พิษในเลือดและโรคกระเพาะ ในตำรายาอายุรเวชของอินเดีย (India’s Ayurvedic system of medicine) ชาวฮินดูใช้รักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และบวม ชาวจีนนำขมิ้นมารักษาอาการปวดท้อง ส่วนคนไทยเรานอกจากจะนำมาสมานแผลแล้วยังใช้ ขัดผิว พอกหน้าอีกด้วย

ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) สารต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย


อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร.อโลอิส อัลไซเมอร์ (Dr. Alois Alzheimer’s) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองของผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด

ขมิ้นโดดเด่นในวงการวิจัย

ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐฯ (NLM – National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า “นักขมิ้นศาสตร์” (Curcuminologists)

ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันราคาถูกสำหรับโรคร้ายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ขมิ้นมีคุณสมบัติทางชีววิทยาต่อต้านเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมันเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบือนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน (Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ (1700 ฉบับ) ในฐานข้อมูล PubMed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะไปทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา (ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล (Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค (Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้นหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น

เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ์โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบที่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็ง โมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยีนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ (inflammation)และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง(cell proliferation)

ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่สามารถระงับการอักเสบได้และมีปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง จากวัยเด็กในอินเดียจำได้ว่า ในตำรายาอายุรเวชขมิ้นเป็นยารักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ

บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด งานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งในลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ (Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม (Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) อาการแพ้และไข้หวัด

ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า “FAQ” (คำถามที่ถูกถามบ่อย) ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม (ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโภคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่ให้สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัมและถ้ามีอาการข้างเคียงจากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย (ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดเม็ดทุกวัน) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลการทดลองก่อนที่จะได้มีการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนกรานว่า “คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทานขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก”


หน้าที่ 2 - แต่จริงหรือที่....ขมิ้นอาจส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง
ทั้ง FAQ ของศูนย์ เอ็ม ดี แอนเดอสัน และเอกสารอื่นๆต่างละเลยที่จะกล่าวถึงส่วนเล็กที่เกี่ยวกับพิษภัยของขมิ้น ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการมีชีวิตอยู่ของเซลล์มะเร็ง
ในปี 2547 นายโยเซฟ (Yosef Shaul) จากคณะพันธุกรรมโมเลกุล ที่สถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน (Weizmann Institute of Science in Rehovot ) ประเทศอิสราเอล ได้ศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ NQO1 ซึ่งควบคุมปริมาณโปรตีน p53 พูดง่ายๆว่า NQO1 ป้องกันไม่ให้ p53 ทำงาน
แต่เมื่อโปรตีน p53 ในเซลล์เพิ่มขึ้น (หรือเมื่อ NQO1 เอา p53 ไม่อยู่) โปรตีนจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งหรือเซลล์เนื้อร้ายยุติการแบ่งตัวหรือทำให้เซลล์นั้นตายไป

นายโยเซฟและทีมงานได้ค้นพบ สารป้องกันการแข็งตัว (Anticoagulant) สาร Dicoumarol และสารประกอบที่เกี่ยวข้องสามารถสกัดกั้นการทำงานของ NQO1 ได้
นักวิจัยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทดลอง p53 กับเซลล์ลูคีเมียปกติและเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia เป็นลูคีเมียที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของไขกระดูกในกระดูกดำ) กับสารแอนตีออกซิแดนซ์เช่น ขมิ้นและสารresveratrol ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่ขมิ้นนั้นขัดขวางการทำงานของ p53 ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และปล่อยให้มันลอยนวล รายงานการวิจัยฉบับนี้ปรากฏใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA ในปี 2548 และนักวิจัยจากสถาบันอื่นก็ตีพิมพ์ผลการศึกษาคล้ายๆกัน ส่วนนายบารัทก็ตอบสนองต่อการศึกษาพวกนี้โดยชี้ถึงผลการศึกษาที่ตรงกันข้ามที่เขาค้นพบว่า ขมิ้นแท้จริงแล้วกระตุ้นการทำงานของ โปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง (แล้วจะเชื่อใครดี?)

นักวิจัยภาคสนามจึงจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของคนไข้เมื่อได้รับสารขมิ้น เพื่อดูว่าผลที่ได้เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของนายโยเซฟหรือไม่

พูดถึงเรื่อง “ขนาด” (dose) สารสกัดจากขมิ้นที่ทีมงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน ประเทศอิสราเอลใช้นั้นวัดได้ระหว่าง 10 – 60 ไมโครโมลาร์ (Micromolar, µM) เทียบคร่าวๆแล้วก็ประมาณเดียวกันกับที่ศูนย์แอนดิสันใช้แต่เนื่องจากขมิ้นถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่ดีนัก [แต่เมื่อใช้ขมิ้นร่วมกับ Piperine หรือสารสกัดจากพริกไทยดำ 20 มก. ช่วยการเพิ่มการดูดซึมของขมิ้นได้(Shoba G. et all, 1998) แต่ทั้งนี้ อาจมีผลกระทบหากมีการใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นอีก] และยังสลายตัวภายในร่างกายของคนไข้ได้อย่างรวดเร็ว คนไข้ที่ได้รับสารสกัดขมิ้น 8 กรัม เมื่อวัดระดับสารขมิ้นในกระแสเลือดก็จะมีหลงเหลืออยู่ประมาณ 2.0 ไมโครโมลาร์เท่านั้น แต่อาจมีมากกว่าในลำไส้ และตับ คงจะเป็นงานท้าทายในอีกระดับถ้านักวิจัยสามารถพัฒนาให้สารสกัดขมิ้นอยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น นายโยเซฟกล่าว แต่“ขนาด” (dose) ยังคงเป็นประเด็นเมื่อกล่าวถึงการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ยาบางชนิด (เช่น แอสไพริน) เมื่อรับประทานเกินขนาดก็อาจเป็นโทษ และยิ่งขมิ้นที่พบในกระแสเลือดในปริมาณน้อยนิด (เมื่อเทียบกับขนาดที่ได้รับ) ด้วยแล้ว นักวิจัยก็คงต้องทำให้แน่ใจว่าปริมาณที่น้อยนิดนั้นทำงานต่อต้านเชื้อโรคอย่างได้ผลและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ก็ยื่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายต่อนักวิจัย

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องขมิ้นทั้งคุณและโทษ

งานวิจัยที่แสดงผลทางบวกของขมิ้น เช่น
1. U.C.L.A. และ the Veterans Administration พบว่าขมิ้นช่วยทำลาย beta-amyloid และคราบอะมีลอยด์ (Amyloid plagues) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ผลงานตีพิมพ์ใน Journal of Alzheimer’s disease, October 9, 2006.

2. University of Arizona College of Medicine พบว่าสารสกัดจากรากขมิ้นยับยั้งการอักเสบ (และการทำลาย) ของข้อ ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ผลงานตีพิมพ์ใน Arthritis and Rheumatism, November 2006.

3. University of Texas Medical Branch at Galveston พบว่าขมิ้นช่วยยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (บริเวณปลาย) ลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Clinical Cancer Research, September 15, 2006.

งานวิจัยที่แสดงผลทางลบของขมิ้น เช่น
1. Weizmann Institute of Science, Rehovot, Israel พบว่า การใช้ขมิ้นในปริมาณมากในเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia) ลดการทำงานของโปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ติดเชื้อ (ตามย่อหน้าต้นๆ ในบทความตอนที่ 3) ผลงานตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA, April12, 2005.

2. University of Utah พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของโปรตีน p53 ต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Carcinogenesis, September 2004.

3. University of North Carolina at Chapel Hill พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของยาที่ใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งเต้านมโดยวิธีคีโม (Chemotherapeutic drugs) ในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ใน Cancer Research, July 1, 2002.

สรุป มองในแง่บวก ถ้าเราสามารถเอาชนะความยุ่งยากในขั้นตอนการพัฒนาสารขมิ้นและได้รับการรับรองความปลอดภัย ขมิ้นอาจจะเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดี ราคาถูก และก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคข้ออักเสบอื่นๆอย่างอเนกอนันต์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น