เมื่อหน้าผ่อง..ต้องหมองคล้ำ
การมีใบหน้าที่ผ่องใสนั้นย่อมเป็นสิ่งหมายปองของทุก ๆ คน แต่ในกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสิวแล้ว เกิดความรู้สึกว่าใบหน้าหมองคล้ำเพราะรอยดำจากสิว ก็คงต้องหาวิธีรักษากันให้ดี เพราะรอยดำหรือรอยแผลเป็นเหล่านี้ หากรักษาไม่ดี ในหน้าสวย ๆ ใส ๆ ก็อาจมีรอยแห่งความหมองคล้ำไปตลอด
สิวทำให้เกิดรอยดำได้อย่างไร
รอยดำหมองคล้ำที่เกิดกับผิว เกิดได้ทุกกรณีที่มีการอักเสบเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เฉพาะสิวเท่านั้น แต่เนื่องจากสิวเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยบนใบหน้า และสิวทำให้เกิดการอักเสบของต่อมไขมัน และรูขุมขนจนกลายเป็นเม็ดนูน บวมแดง เป็นตุ่ม เป็นฝีหนอง หรือที่เรียกกันว่า “ สิวอักเสบ”
เมื่อเกิดการอักเสบของผิวหนังแล้ว ทำไมต้องมีรอยดำเกิดขึ้นด้วย ในทางการแพทย์อธิบายเอาไว้ว่า รอยดำจากการอักเสบนี้เกิดเพราะมี “สี” หรือ “เม็ดสี” (MELANIN) ตกค้างชั่วคราวอยู่ใต้ผิวหนัง
ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจสักนิด เกี่ยวกับสีของผิวหนังว่า ปกติผิวหนังจะมีการสร้าง “สี” โดยเซลล์ชนิดหนึ่งเรียกว่า “เซลล์สร้างสี” (MELANOCYTE) สีที่สร้างขึ้นมา จะส่งกระจายอยู่ตามเซลล์ของหนังกำพร้า เพื่อทำหน้าที่กั้นกรองรังสีที่จะทำอันตรายผิว ดังนั้นคุณจะเห็นว่าพวกนิโกรซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นคนป่าอยู่ในเขตร้อนเขตศูนย์สูตร จึงมีผิวดำเป็นของธรรมดา เพราะผิวต้องป้องกันตัวโดยการสร้างสีมากเป็นพิเศษ เพื่อช่วยปกป้องจากรังสี
ปกติผิวคนเราจะขาวหรือดำก็ค่อนข้างจะสม่ำเสมอเท่ากัน นอกจากบางจุด ที่มีการคั่งค้างของเม็ดสี จึงจะมีสีดำกว่าผิวปกติ
การอักเสบของผิวหนัง (รวมทั้งสิว) จะทำให้มีการคั่งค้างและตกค้างของเม็ดสีมากกว่าปกติ เนื่องจากการอักเสบจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างสีและในขณะที่มีการอักเสบนั้น เซลล์จะบวมและทำงานผิดปกติ ไม่ยอมรับ “เม็ดสี” ที่ “เซลล์สร้างสี” สร้างและแจกจ่ายให้ ผลก็คือ เม็ดสีที่สร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องคอยเก้อ กระจายอยู่ในชั้นของผิวหนัง ชั้นล่างใกล้ ๆ กับเซลล์สร้างสี และนานเข้าก็มีการร่วงหล่นลงไปในชั้น “หนังแท้” ชั้นของผิวหนังซึ่งอยู่ลึกลงไป
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ในทางการแพทย์เรียกว่า DROPPING OF MELANIN หรือการตกค้างของเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ซึ่งทำให้เกิดรอยดำจากการอักเสบเกิดขึ้น
ถ้าเป็นการอักเสบของผิวหนัง หรือสิวอักเสบเป็นไม่มากขึ้น ไม่รุนแรงและหายเร็ว การร่วงหล่นของเม็ดสีสู่ชั้นหนังแท้ก็เกิดขึ้นน้อย พอผิวหายอักเสบ สีที่ตกค้างก็ถูกกำจัดออกไป พร้อมกับเซลล์หนังกำพร้าตามปกติ แต่ถ้าอักเสบรุนแรง ลงลึก และเป็นอยู่นาน มีการตกหล่นของเม็ดสีจำนวนมาก อันนี้จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะเม็ดสีที่ตกลงไปอยู่ในหนังแท้จะไม่ถูกขับออกทางผิวหนัง แต่จะตกค้างคาราคาซังอยู่อย่างนั้น ปัญหาที่เกิดตามมา ก็คือรอยดำจากสิวอักเสบนั้น ก็เป็นอยู่นานไม่ยอมจางหายไปง่าย ๆ
ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดก็คือป้องกันไม่ให้เกิดสิว ซึ่งอาจใช้ตัวยาละลายการอุดตันหรือตัวยาช่วยละลายคอมีโดน ซึ่งถ้าเป็นสิวอุดตันโผล่ขึ้นมาประปราย โปรดอย่างนิ่งนอนใจ รีบจัดการเสียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวยาหรือกรรมวิธีการกดสิว ส่วนรอยดำถ้าเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจใช้สารซึ่งสกัดจากผลไม้ AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ผ่องใสขึ้นก็ได้ ก็ได้เป็นการป้องกัน ได้อีกวิธีหนึ่ง ปัญหาผิวพรรณไม่ใช่เรื่องยุ่งยากมากมายหากรู้วิธีป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ เสียก่อน
วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553
รักษาฝี และแผลพุพอง ด้วยสมุนไพร
ชื่อสมุนไพร : ชุมเห็ดเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Classia alata Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดเทศ (ภาคกลาง) ขี้คาก ลับมึนหลวง
หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย)
ชุมเห็ด (มหาสารคาม) ตะลีพอ (กะเหรียง - แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-5 เมตร มีแขนงมาก ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 4-20 คู่ ก้านใบแข็ง ตั้งฉากกับกิ่งใบเรียงตัวเป็นคู่และเรียงตัว
อยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเว้าตอนปลายใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองใหญ่
ผลเป็นฝักแบนมีปีก 4 ปีก คล้ายถั่วพู ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่สีดำและมีเมล็ดสีดำ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสดหรือแห้ง ดอกสด
รสและสรรพคุณ
รสเบื่อเอียน ใช้แก้กลากเกลื่อน โรคผิวหนังและอาการท้องผูก
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่าย และวิธีใช้
1. โรคกลาก ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อยหรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆ กัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมาก
นิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้งจนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน
2.อาการท้องผูก ใช้ใบและดอกชุมเห็ดเทศรักษา เตรียมได้โดย
2.1 ใช้ดอกสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก
2.2 นำใบย่อยสด 12 ใบ หั่นตากแดด นำมาต้มเอาน้ำดื่ม
2.3 นำใบชุมเห็ดเทศแห้ง มาบดเป็นผง ใช้ผงยาครั้งละ 3-6 กรัม บรรจุในถุงกระดาษเช่นเดียวกับถุงชา นำมาแช่ละลาย
น้ำเดือด 120 มิลลิลิตรนาน 10 นาที และใช้ดื่มก่อนนอนเมื่อมีอาการ หรือใช้ผงยาปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนรับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน
3.ใบและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผลพุพอง วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถ้าเป็นมาก
ใช้ประมาณ 10 กำมือต้มน้ำอาบ
ชื่อสมุนไพร : ฟ้าทะลายโจร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน (กรุงเทพฯ)
หญ้ากันงู (สงขลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) คีปังฮี (จีน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นมักเป็นเหลี่ยมแตกกิ่งเล็กด้านข้างจำนวนมาก ใบสีเขียว ตัวใบเรียว ปลายแหลม
ดอกขนาดเล็กสีขาว ประสีม่วงแดง ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดในสีน้ำตาลอ่อน
รสและสรรพคุณ
รสขม เย็น แก้ไข้ และอาการเจ็บคอ
การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้
1.ยาลูกกลอน นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ห้ามตากแดด) บอเป็นผงให้ละเอียด ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง
เก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน
2.ยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้วใช้เหล้าโรงแช่ให้น้ำท่วมยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวด หรือ
คนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง
ก่อนอาหาร
3.ยาต้ม ใช้ใบฟ้าทะลายสด 1-3 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง หรือเวลามีอาการ (แก้อาการเจ็บคอ ใช้เพียง 1 กำมือ)
ฟ้าทะลายโจรรักษาฝีแผลพุพอง เตรียมโดยใช้ใบฟ้าทะลายโจรตำพอกหรือคั้นน้ำทาบริเวณฝีแผลพุพอง
ชื่อสมุนไพร : ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera linn. var. chinensis (Haw.) Berg.
วงศ์ : ALOACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกา เป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น ใบจะงอกขึ้นมาจากดิน ใบหนา โคนใบกว้าง 3-5 ซม. ใบยาว 20-50 ซม.
ปลายใบแหลม ริมใบหยักและมีหนามผิวใบสีเขียวและมีรอยกระสีขาว ภายในใบมีวุ้นและเมือกมาก ดอกออกจากกลางต้นเป็นช่อ ก้านดอกยาวมาก ดอกเป็นหลอดปลายแยก สีส้มแดงออกสีเหลืองเล็กน้อย
ส่วนที่ใช้เป็นยา
วุ้นจากใบสด
รสและสรรพคุณ
รสจืดเย็น
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
วุ้นจากใบรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยเลือกใบว่านที่อยู่ส่วนกลางของต้น เพราะใบใหญ่ได้วุ้นมากกว่าใบเล็ก ปอกเปลือกสีเขียวออกด้วยมีดที่
สะอาด ล้างยางให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำด่างทับทิม ขูดเอาวุ้นใสมาทาบริเวณแผลให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง
จนกว่าแผลจะหาย ช่วยระงับความเจ็บปวด ช่วยให้แผลหายเร็ว และไม่เกิดแผลเป็น วุ้นว่านหางจระเข้ยังใช้ทารักษาผิวไหม้ที่เกิดจากแดดเผาและจากการฉายรังสีได้ด้วย
ข้อควรระวัง
1.ก่อนใช้ว่าน ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
2.ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้
ชื่อสมุนไพร : ว่านมหากาฬ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura pseudochina
DC.var.hispida Thv.
วงศ์ : ASTERACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ดาวเรือง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านมมหากาฬเป็นไม้ล้มลุก มีรากใหญ่ ลำต้นอวบน้ำเลื้อยทอดยาวไปตามดิน ชูยอดตั้งขึ้น ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปใบหอกกลับ กว้าง 2.5-8 ซม. ยาว 6-30 ซม. ขอบใบหยักต่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกออกเป็นช่อ ที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองทอง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสด หัวใต้ดิน
รสและสรรพคุณ
ใบสดใช้โขลกผสมกับเหล้า ใช้พอกฝีหรือหัวลำมะลอก ทำให้เย็น ถอนพิษ บรรเทาอาการปวดแสบ ปวดร้อน ใช้กินดับพิษมหากาฬ พิษร้อน ไข้เซื่องซึม
กระสับกระส่าย รักษาพิษอักเสบ
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
นำหัวว่านมหากาฬมาตำพอกหรือฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝีและแผลพุพอง วันละ 3-4 ครั้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Classia alata Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดเทศ (ภาคกลาง) ขี้คาก ลับมึนหลวง
หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย)
ชุมเห็ด (มหาสารคาม) ตะลีพอ (กะเหรียง - แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-5 เมตร มีแขนงมาก ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 4-20 คู่ ก้านใบแข็ง ตั้งฉากกับกิ่งใบเรียงตัวเป็นคู่และเรียงตัว
อยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเว้าตอนปลายใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองใหญ่
ผลเป็นฝักแบนมีปีก 4 ปีก คล้ายถั่วพู ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่สีดำและมีเมล็ดสีดำ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสดหรือแห้ง ดอกสด
รสและสรรพคุณ
รสเบื่อเอียน ใช้แก้กลากเกลื่อน โรคผิวหนังและอาการท้องผูก
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่าย และวิธีใช้
1. โรคกลาก ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อยหรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆ กัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมาก
นิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้งจนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน
2.อาการท้องผูก ใช้ใบและดอกชุมเห็ดเทศรักษา เตรียมได้โดย
2.1 ใช้ดอกสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก
2.2 นำใบย่อยสด 12 ใบ หั่นตากแดด นำมาต้มเอาน้ำดื่ม
2.3 นำใบชุมเห็ดเทศแห้ง มาบดเป็นผง ใช้ผงยาครั้งละ 3-6 กรัม บรรจุในถุงกระดาษเช่นเดียวกับถุงชา นำมาแช่ละลาย
น้ำเดือด 120 มิลลิลิตรนาน 10 นาที และใช้ดื่มก่อนนอนเมื่อมีอาการ หรือใช้ผงยาปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนรับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน
3.ใบและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผลพุพอง วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถ้าเป็นมาก
ใช้ประมาณ 10 กำมือต้มน้ำอาบ
ชื่อสมุนไพร : ฟ้าทะลายโจร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน (กรุงเทพฯ)
หญ้ากันงู (สงขลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) คีปังฮี (จีน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นมักเป็นเหลี่ยมแตกกิ่งเล็กด้านข้างจำนวนมาก ใบสีเขียว ตัวใบเรียว ปลายแหลม
ดอกขนาดเล็กสีขาว ประสีม่วงแดง ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดในสีน้ำตาลอ่อน
รสและสรรพคุณ
รสขม เย็น แก้ไข้ และอาการเจ็บคอ
การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้
1.ยาลูกกลอน นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ห้ามตากแดด) บอเป็นผงให้ละเอียด ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง
เก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน
2.ยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้วใช้เหล้าโรงแช่ให้น้ำท่วมยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวด หรือ
คนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง
ก่อนอาหาร
3.ยาต้ม ใช้ใบฟ้าทะลายสด 1-3 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง หรือเวลามีอาการ (แก้อาการเจ็บคอ ใช้เพียง 1 กำมือ)
ฟ้าทะลายโจรรักษาฝีแผลพุพอง เตรียมโดยใช้ใบฟ้าทะลายโจรตำพอกหรือคั้นน้ำทาบริเวณฝีแผลพุพอง
ชื่อสมุนไพร : ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera linn. var. chinensis (Haw.) Berg.
วงศ์ : ALOACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกา เป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น ใบจะงอกขึ้นมาจากดิน ใบหนา โคนใบกว้าง 3-5 ซม. ใบยาว 20-50 ซม.
ปลายใบแหลม ริมใบหยักและมีหนามผิวใบสีเขียวและมีรอยกระสีขาว ภายในใบมีวุ้นและเมือกมาก ดอกออกจากกลางต้นเป็นช่อ ก้านดอกยาวมาก ดอกเป็นหลอดปลายแยก สีส้มแดงออกสีเหลืองเล็กน้อย
ส่วนที่ใช้เป็นยา
วุ้นจากใบสด
รสและสรรพคุณ
รสจืดเย็น
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
วุ้นจากใบรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยเลือกใบว่านที่อยู่ส่วนกลางของต้น เพราะใบใหญ่ได้วุ้นมากกว่าใบเล็ก ปอกเปลือกสีเขียวออกด้วยมีดที่
สะอาด ล้างยางให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำด่างทับทิม ขูดเอาวุ้นใสมาทาบริเวณแผลให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง
จนกว่าแผลจะหาย ช่วยระงับความเจ็บปวด ช่วยให้แผลหายเร็ว และไม่เกิดแผลเป็น วุ้นว่านหางจระเข้ยังใช้ทารักษาผิวไหม้ที่เกิดจากแดดเผาและจากการฉายรังสีได้ด้วย
ข้อควรระวัง
1.ก่อนใช้ว่าน ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
2.ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้
ชื่อสมุนไพร : ว่านมหากาฬ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura pseudochina
DC.var.hispida Thv.
วงศ์ : ASTERACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ดาวเรือง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านมมหากาฬเป็นไม้ล้มลุก มีรากใหญ่ ลำต้นอวบน้ำเลื้อยทอดยาวไปตามดิน ชูยอดตั้งขึ้น ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปใบหอกกลับ กว้าง 2.5-8 ซม. ยาว 6-30 ซม. ขอบใบหยักต่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกออกเป็นช่อ ที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองทอง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสด หัวใต้ดิน
รสและสรรพคุณ
ใบสดใช้โขลกผสมกับเหล้า ใช้พอกฝีหรือหัวลำมะลอก ทำให้เย็น ถอนพิษ บรรเทาอาการปวดแสบ ปวดร้อน ใช้กินดับพิษมหากาฬ พิษร้อน ไข้เซื่องซึม
กระสับกระส่าย รักษาพิษอักเสบ
การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
นำหัวว่านมหากาฬมาตำพอกหรือฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝีและแผลพุพอง วันละ 3-4 ครั้ง
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
"ถ่ายเป็นเลือด" ระวังโรคแฝง...ร้ายแรงถึงชีวิต!!
อาการตกใจกลัวสุดขีด จะเกิดขึ้นเมื่อทราบว่า ตัวเอง ถ่ายเป็นเลือด ทำให้คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าเป็นโรคร้ายชนิดใดกันแน่ เพราะการถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ริดสีดวงทวารหนัก ฝีบริเวณทวารหนักและที่หนักสุด ๆ เห็นจะเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ทำให้ใครหลายคนกังวลใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ!!
วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเพื่อคลายความกังวลกัน โดย นพ.สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า อาการถ่ายเป็นเลือดนั้นเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวารหนักที่เกิดจากหลอดเลือดดำของผนังเหยื่อบุทวารหนักโป่งพอง เมื่อเกิดขึ้นจะพบเป็นก้อนโป่งพองโผล่ออกมาขณะอุจจาระหรืออาจทำให้เลือดออกขณะก่อนหรือหลังถ่ายอุจจาระ
สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนักที่พบบ่อยมาก ที่สุดคือ อุปนิสัยการขับถ่าย และการกินอาหาร ได้แก่ ไม่ทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ จึงมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระลำบาก หลาย ๆ วันถ่ายครั้งหนึ่ง หรือความเร่งรีบต้องกลั้นไว้ส่ง ผลให้อุจจาระแข็งต้องเบ่งอยู่นานขณะขับถ่าย ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมาก เส้นเลือดดำถ่ายเทไม่สะดวกและโป่งพองขึ้น อาการของผู้เป็นริดสีดวงทวารหนักมักเป็นได้ทั้งภายในและภายนอกแต่ส่วนมากมักเป็นแบบภายใน เริ่มแรกมีอาการถ่ายเป็นเลือดสีแดงสด ๆ
ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ พันธุกรรม, การตั้งครรภ์ เพราะมดลูกใหญ่ขึ้นกดทับหลอดเลือดดำทำให้ถ่ายเทลำบาก รวมถึงคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ เพราะปกติแล้วบริเวณทวารหนักจะมีเลือดมาเลี้ยงมากและเลือดภายในกลุ่มหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลถ่ายเทไปสู่หลอดเลือดดำภายในช่องท้อง แต่ถ้าเรามีปัญหาโรคหัวใจหรือโรคตับเลือดจะถ่ายเทไม่สะดวกและตีกลับมายังหลอดเลือดที่ทวารหนัก ทำให้โป่งพองเป็นริดสีดวงในที่สุด
แพทย์แบ่งอาการเป็น 4 ระยะ คือ 1.มีอาการเลือดออก หัวริดสีดวงอยู่ข้างใน 2.ถ่ายอุจจาระแล้วมีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมาเวลาเบ่งแต่หดกลับเข้าไปได้เอง 3.ถ่ายอุจจาระแล้ว มีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมา และไม่หดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วมือดันกลับจึงเข้าและ 4.ริดสีดวงฯ โผล่ออกมาภายนอกไม่สามารถดันกลับไปได้ ซึ่งการรักษานั้นในระดับ 1-2 คือให้ยามีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวหรือใช้ยางรัดให้หัวริดสีดวงฝ่อหลุดไปเองรวมทั้งแนะนำให้เปลี่ยนอุปนิสัยการกินและการขับถ่าย ส่วนระดับที่ 3-4 ถือว่าเป็นมากแล้วต้องทำการผ่าตัดแต่อาจไม่หายขาดหากเรายังมีพฤติกรรมเดิม ๆ จะทำให้กลับมาเป็นได้อีก
90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกทางทวารหนักหรือถ่ายเป็นเลือดมักคิดว่าเป็นริดสีดวงฯ แต่อีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงกว่าและแอบแฝงอยู่ในอาการถ่ายเป็นเลือดด้วยเช่นกันคือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าการ ถ่ายเป็นเลือดนั้นต้องเป็นโรคริดสีดวงฯ และอาจรุนแรงถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหากจะมีภาวะเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงมากกว่าคนปกติ ดังนั้นอาการถ่ายเป็นเลือดจึงเป็นอันตรายร้ายแรงมากกว่าที่เราคิดไว้
นพ.สุรพันธ์ อธิบายข้อแตกต่างระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับโรคริดสีดวงทวารหนักว่า ริดสีดวงฯ เกิดจากหลอดเลือดดำในลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากความผิดปกติของติ่งเนื้อตรงเยื่อบุผิวหนังของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากภาวะเซลล์ในร่างกายเสื่อมและได้รับสารพิษตกค้างในอาหารและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 1-2 ซม.ถ่ายอุจจาระ มีเลือดปนออกมา เลือดออกทางทวารหนัก อุจจาระมีขนาดก้อนเล็กลงหรือมีปริมาณน้อยและปวดถ่ายบ่อยเหมือนถ่ายไม่สุดเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งกีดขวางอยู่ รวมทั้งมีอาการท้องผูกปวดท้องร่วมด้วย แต่เราสามารถสังเกตที่สีของเลือดที่ถ่ายออกมาได้ว่าถ้าถ่ายเป็นมูกเลือดสีคล้ำ ๆ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
การที่มีก้อนเนื้อไปกีดขวางทางเดินอุจจาระทำให้อุจจาระอยู่ในลำไส้นานและถูกดูดซึมน้ำไปใช้จนแข็งทำให้ขับถ่ายลำบากต้องออกแรงเบ่ง เส้นเลือดดำจึงโป่งพองก่อให้เกิดภาวะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้ ฉะนั้นหากเรามีอาการถ่ายเป็นเลือดอย่านิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อ ทำการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคใด ร้ายแรงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือ คนที่มีอายุมาก กว่า 50 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยและทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง ซึ่งอาจเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้
ถ้าไม่อยากเสี่ยงเป็นริดสีดวงฯ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณหมอสุรพันธ์ จึงแนะนำว่า ควรฝึกอุปนิสัยการถ่ายให้เป็น เวลาไม่นั่งนานหรือเบ่งอยู่นาน ๆ พยายามอย่าให้ท้องผูก รับประทานอาหารประเภทผักผลไม้และดื่ม น้ำเปล่าให้มาก ๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอจะพบว่าช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ที่สำคัญเมื่อ มีอาการขับถ่ายเป็นเลือดควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคว่าเป็นริดสีดวงทวารหนักแน่นอนไม่ใช่โรคร้ายแรงและถ้าเป็นริดสีดวงอย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะแผลที่เกิดขึ้นจะมีอาการติดเชื้อและถ้ามีเลือดออกมามากอาจเป็นโรคซีดเลือดจางได้ ยิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่เนิ่น ๆ จะได้รักษาให้หายขาด ไม่ต้องถึงขั้นเสียชีวิต
จาก 1 ใน 3 ของผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดมักเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่ต้นจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ รู้แบบนี้แล้วใครที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือพฤติกรรมอย่างที่กล่าวมาข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเสียก่อนจะสายเกินไป.
สรรหามาบอก
- ศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรม “รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ปีที่ 3 รับฟังบรรยายเรื่อง “ระวัง...นั่งนาน ๆ ถ่ายเป็นเลือด ริดสีดวงถามหา” โดย นายแพทย์สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ติดตามเคล็ดลับการดูแลสุขภาพจากสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น (เฉพาะ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1719
- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “Family Health Fair ปี 2 ฉลอง 30 ปีของสมิติเวช” ในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2552 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โซนลิฟต์แก้ว ภายในงานพบกิจกรรม Health talk เคล็ดลับสุขภาพดี, คุณแม่มือใหม่ต้องการปรึกษาเรื่องการดูแลลูกรัก, รู้ทันโรค ป้องกันก่อนเป็นกับหลากหลายโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมตรวจสุขภาพผิวหน้า ฟรี! สนใจโทร. 0-2711-8181
- คลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก ขอเชิญผู้สนใจรับฟังบรรยาย “วิธีการรักษาโครงสร้างร่างกายและกระดูกสันหลัง” พร้อมให้ความรู้และการสาธิต ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไปที่คลินิก อาคาร ฟิฟตี้-ฟิฟท์ พลาซ่า ซอยทองหล่อ 2 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0-2381-4336.
บริโภคน้ำตาลอย่างไรห่างไกลโรค
น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่เราคุ้นลิ้นกันเป็นอย่างดี ใช้เพื่อการปรุงแต่งรสชาติอาหารให้หอมหวานกลมกล่อมถูกปาก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ความหวานที่เราติดอกติดใจกันนั้นแม้จะมีประโยชน์แต่ก็มีโทษต่อร่างกายมหาศาล
น้ำตาลทรายขาวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำมาจากอ้อย มีประโยชน์ต่อ ร่างกายในการให้พลังงาน ซึ่งพลังงานนี้เราได้รับจากคาร์โบไฮเดรตในการรับประทานข้าว แป้งหรือไขมันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต่อร่างกาย แต่รับประทานกันเพราะความพึงพอใจ กินแล้วมีความสุข สดชื่น ถือเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของน้ำตาล ซึ่งหากทานมากเกินไปอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้
รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าแต่ละวัน ควรใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งรสชาติอาหารไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ตามข้อปฏิบัติการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำว่า ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเด็กเล็กไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา โดยเราสามารถคำนวณปริมาณน้ำตาลได้ในการบริโภคของเราได้เองด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
ปริมาณน้ำตาล 1 ช้อนชามี 4 กรัม ให้เราอ่านฉลากโภชนาการ เช่น ถ้าฉลากระบุน้ำตาล 12 กรัม เท่ากับมีน้ำตาล 3 ช้อนชา แต่อาหารบางชนิดไม่มีข้อมูลโภชนาการ บอกเป็นค่าร้อยละ เช่น น้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ถ้าระบุว่ามีน้ำตาล 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า 100 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 10 กรัม เมื่อดื่มเครื่องดื่ม 1 แก้ว (200 มล.) มีน้ำตาล 20 กรัม หรือเท่ากับ 5 ช้อนชา แค่นี้ก็สามารถคำนวณน้ำตาลในแต่ละวันที่เราจะรับประทานได้แล้ว ปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชาต่อวัน (จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ปี 2550 คนไทยบริโภค น้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 33.2 กิโลกรัม
ต่อคนต่อปี) ถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า
ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินความจำเป็นก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาคือฟันผุ โรคอ้วน และเมื่อทานมากขึ้นจะเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลเปลี่ยนเป็นไขมันไปสะสมที่เส้นเลือดเกิดอุดตัน เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจและสมองขาดเลือด ทำให้หัวใจวาย เป็นอัมพาต และอาจเกิดความดันโลหิตสูงด้วย ซึ่งโรคที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่บริโภคน้ำตาลมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงด้วย เช่น อาหารที่หวานจัด มันจัด เค็มจัด และไม่ออกกำลังกาย
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือลดจำนวนน้ำตาลลง อาจารย์แนะนำว่า ควรดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ไม่เติมน้ำตาลในอาหาร จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้มากทีเดียว สำหรับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมการรับประทานหวานได้หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจใช้น้ำตาลเทียมแทนเนื่องจากมีพลังงานน้อยแต่ให้ความหวานใกล้เคียงน้ำตาล ควรรับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมาก ๆ เช่น ทุเรียน ขนุน เหนือสิ่งอื่นใดเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอและหลากหลาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวและออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน.
ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเพื่อคลายความกังวลกัน โดย นพ.สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า อาการถ่ายเป็นเลือดนั้นเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวารหนักที่เกิดจากหลอดเลือดดำของผนังเหยื่อบุทวารหนักโป่งพอง เมื่อเกิดขึ้นจะพบเป็นก้อนโป่งพองโผล่ออกมาขณะอุจจาระหรืออาจทำให้เลือดออกขณะก่อนหรือหลังถ่ายอุจจาระ
สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนักที่พบบ่อยมาก ที่สุดคือ อุปนิสัยการขับถ่าย และการกินอาหาร ได้แก่ ไม่ทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ จึงมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระลำบาก หลาย ๆ วันถ่ายครั้งหนึ่ง หรือความเร่งรีบต้องกลั้นไว้ส่ง ผลให้อุจจาระแข็งต้องเบ่งอยู่นานขณะขับถ่าย ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมาก เส้นเลือดดำถ่ายเทไม่สะดวกและโป่งพองขึ้น อาการของผู้เป็นริดสีดวงทวารหนักมักเป็นได้ทั้งภายในและภายนอกแต่ส่วนมากมักเป็นแบบภายใน เริ่มแรกมีอาการถ่ายเป็นเลือดสีแดงสด ๆ
ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ พันธุกรรม, การตั้งครรภ์ เพราะมดลูกใหญ่ขึ้นกดทับหลอดเลือดดำทำให้ถ่ายเทลำบาก รวมถึงคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ เพราะปกติแล้วบริเวณทวารหนักจะมีเลือดมาเลี้ยงมากและเลือดภายในกลุ่มหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลถ่ายเทไปสู่หลอดเลือดดำภายในช่องท้อง แต่ถ้าเรามีปัญหาโรคหัวใจหรือโรคตับเลือดจะถ่ายเทไม่สะดวกและตีกลับมายังหลอดเลือดที่ทวารหนัก ทำให้โป่งพองเป็นริดสีดวงในที่สุด
แพทย์แบ่งอาการเป็น 4 ระยะ คือ 1.มีอาการเลือดออก หัวริดสีดวงอยู่ข้างใน 2.ถ่ายอุจจาระแล้วมีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมาเวลาเบ่งแต่หดกลับเข้าไปได้เอง 3.ถ่ายอุจจาระแล้ว มีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมา และไม่หดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วมือดันกลับจึงเข้าและ 4.ริดสีดวงฯ โผล่ออกมาภายนอกไม่สามารถดันกลับไปได้ ซึ่งการรักษานั้นในระดับ 1-2 คือให้ยามีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวหรือใช้ยางรัดให้หัวริดสีดวงฝ่อหลุดไปเองรวมทั้งแนะนำให้เปลี่ยนอุปนิสัยการกินและการขับถ่าย ส่วนระดับที่ 3-4 ถือว่าเป็นมากแล้วต้องทำการผ่าตัดแต่อาจไม่หายขาดหากเรายังมีพฤติกรรมเดิม ๆ จะทำให้กลับมาเป็นได้อีก
90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกทางทวารหนักหรือถ่ายเป็นเลือดมักคิดว่าเป็นริดสีดวงฯ แต่อีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงกว่าและแอบแฝงอยู่ในอาการถ่ายเป็นเลือดด้วยเช่นกันคือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าการ ถ่ายเป็นเลือดนั้นต้องเป็นโรคริดสีดวงฯ และอาจรุนแรงถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหากจะมีภาวะเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงมากกว่าคนปกติ ดังนั้นอาการถ่ายเป็นเลือดจึงเป็นอันตรายร้ายแรงมากกว่าที่เราคิดไว้
นพ.สุรพันธ์ อธิบายข้อแตกต่างระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับโรคริดสีดวงทวารหนักว่า ริดสีดวงฯ เกิดจากหลอดเลือดดำในลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากความผิดปกติของติ่งเนื้อตรงเยื่อบุผิวหนังของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากภาวะเซลล์ในร่างกายเสื่อมและได้รับสารพิษตกค้างในอาหารและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 1-2 ซม.ถ่ายอุจจาระ มีเลือดปนออกมา เลือดออกทางทวารหนัก อุจจาระมีขนาดก้อนเล็กลงหรือมีปริมาณน้อยและปวดถ่ายบ่อยเหมือนถ่ายไม่สุดเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งกีดขวางอยู่ รวมทั้งมีอาการท้องผูกปวดท้องร่วมด้วย แต่เราสามารถสังเกตที่สีของเลือดที่ถ่ายออกมาได้ว่าถ้าถ่ายเป็นมูกเลือดสีคล้ำ ๆ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
การที่มีก้อนเนื้อไปกีดขวางทางเดินอุจจาระทำให้อุจจาระอยู่ในลำไส้นานและถูกดูดซึมน้ำไปใช้จนแข็งทำให้ขับถ่ายลำบากต้องออกแรงเบ่ง เส้นเลือดดำจึงโป่งพองก่อให้เกิดภาวะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้ ฉะนั้นหากเรามีอาการถ่ายเป็นเลือดอย่านิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อ ทำการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคใด ร้ายแรงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือ คนที่มีอายุมาก กว่า 50 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยและทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง ซึ่งอาจเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้
ถ้าไม่อยากเสี่ยงเป็นริดสีดวงฯ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณหมอสุรพันธ์ จึงแนะนำว่า ควรฝึกอุปนิสัยการถ่ายให้เป็น เวลาไม่นั่งนานหรือเบ่งอยู่นาน ๆ พยายามอย่าให้ท้องผูก รับประทานอาหารประเภทผักผลไม้และดื่ม น้ำเปล่าให้มาก ๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอจะพบว่าช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ที่สำคัญเมื่อ มีอาการขับถ่ายเป็นเลือดควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคว่าเป็นริดสีดวงทวารหนักแน่นอนไม่ใช่โรคร้ายแรงและถ้าเป็นริดสีดวงอย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะแผลที่เกิดขึ้นจะมีอาการติดเชื้อและถ้ามีเลือดออกมามากอาจเป็นโรคซีดเลือดจางได้ ยิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่เนิ่น ๆ จะได้รักษาให้หายขาด ไม่ต้องถึงขั้นเสียชีวิต
จาก 1 ใน 3 ของผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดมักเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่ต้นจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ รู้แบบนี้แล้วใครที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือพฤติกรรมอย่างที่กล่าวมาข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเสียก่อนจะสายเกินไป.
สรรหามาบอก
- ศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรม “รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ปีที่ 3 รับฟังบรรยายเรื่อง “ระวัง...นั่งนาน ๆ ถ่ายเป็นเลือด ริดสีดวงถามหา” โดย นายแพทย์สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ติดตามเคล็ดลับการดูแลสุขภาพจากสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น (เฉพาะ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1719
- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “Family Health Fair ปี 2 ฉลอง 30 ปีของสมิติเวช” ในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2552 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โซนลิฟต์แก้ว ภายในงานพบกิจกรรม Health talk เคล็ดลับสุขภาพดี, คุณแม่มือใหม่ต้องการปรึกษาเรื่องการดูแลลูกรัก, รู้ทันโรค ป้องกันก่อนเป็นกับหลากหลายโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมตรวจสุขภาพผิวหน้า ฟรี! สนใจโทร. 0-2711-8181
- คลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก ขอเชิญผู้สนใจรับฟังบรรยาย “วิธีการรักษาโครงสร้างร่างกายและกระดูกสันหลัง” พร้อมให้ความรู้และการสาธิต ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไปที่คลินิก อาคาร ฟิฟตี้-ฟิฟท์ พลาซ่า ซอยทองหล่อ 2 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0-2381-4336.
บริโภคน้ำตาลอย่างไรห่างไกลโรค
น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่เราคุ้นลิ้นกันเป็นอย่างดี ใช้เพื่อการปรุงแต่งรสชาติอาหารให้หอมหวานกลมกล่อมถูกปาก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ความหวานที่เราติดอกติดใจกันนั้นแม้จะมีประโยชน์แต่ก็มีโทษต่อร่างกายมหาศาล
น้ำตาลทรายขาวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำมาจากอ้อย มีประโยชน์ต่อ ร่างกายในการให้พลังงาน ซึ่งพลังงานนี้เราได้รับจากคาร์โบไฮเดรตในการรับประทานข้าว แป้งหรือไขมันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต่อร่างกาย แต่รับประทานกันเพราะความพึงพอใจ กินแล้วมีความสุข สดชื่น ถือเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของน้ำตาล ซึ่งหากทานมากเกินไปอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้
รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าแต่ละวัน ควรใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งรสชาติอาหารไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ตามข้อปฏิบัติการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำว่า ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเด็กเล็กไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา โดยเราสามารถคำนวณปริมาณน้ำตาลได้ในการบริโภคของเราได้เองด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
ปริมาณน้ำตาล 1 ช้อนชามี 4 กรัม ให้เราอ่านฉลากโภชนาการ เช่น ถ้าฉลากระบุน้ำตาล 12 กรัม เท่ากับมีน้ำตาล 3 ช้อนชา แต่อาหารบางชนิดไม่มีข้อมูลโภชนาการ บอกเป็นค่าร้อยละ เช่น น้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ถ้าระบุว่ามีน้ำตาล 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า 100 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 10 กรัม เมื่อดื่มเครื่องดื่ม 1 แก้ว (200 มล.) มีน้ำตาล 20 กรัม หรือเท่ากับ 5 ช้อนชา แค่นี้ก็สามารถคำนวณน้ำตาลในแต่ละวันที่เราจะรับประทานได้แล้ว ปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชาต่อวัน (จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ปี 2550 คนไทยบริโภค น้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 33.2 กิโลกรัม
ต่อคนต่อปี) ถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า
ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินความจำเป็นก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาคือฟันผุ โรคอ้วน และเมื่อทานมากขึ้นจะเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลเปลี่ยนเป็นไขมันไปสะสมที่เส้นเลือดเกิดอุดตัน เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจและสมองขาดเลือด ทำให้หัวใจวาย เป็นอัมพาต และอาจเกิดความดันโลหิตสูงด้วย ซึ่งโรคที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่บริโภคน้ำตาลมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงด้วย เช่น อาหารที่หวานจัด มันจัด เค็มจัด และไม่ออกกำลังกาย
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือลดจำนวนน้ำตาลลง อาจารย์แนะนำว่า ควรดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ไม่เติมน้ำตาลในอาหาร จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้มากทีเดียว สำหรับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมการรับประทานหวานได้หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจใช้น้ำตาลเทียมแทนเนื่องจากมีพลังงานน้อยแต่ให้ความหวานใกล้เคียงน้ำตาล ควรรับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมาก ๆ เช่น ทุเรียน ขนุน เหนือสิ่งอื่นใดเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอและหลากหลาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวและออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน.
ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
เรื่องน่ารู้ของผักคราดหัวแหวน : ผักเพื่อสุขภาพ แก้ปวดฟัน ต่อกระดูก แก้อักเสบ
ผักคราดหัวแหวนเป็นสมุนไพรที่ชอบขึ้นในที่แฉะๆ พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ผักคราดหัวแหวนจัดว่าเป็นสมุนไพรดอกสวย ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ดี บางคนเรียกผักคราดหัวแหวนว่า ดอกกระดุมทอง ดอกตุ้มหู บ้าง เพราะดอกผักคราดหัวแหวนดูๆ ไปก็คล้ายหัวแหวนสีทอง บางคนก็บอกว่าคล้ายกระดุมทอง ดูอีกทีก็เหมือนตุ้มหูสีทอง ผักคราดหัวแหวนจึงถูกเรียกกันหลายชื่อ แล้วแต่ว่าใครจะคิดถึงเครื่องประดับชนิดไหน
ผักคราดหัวแหวนเป็นสมุนไพรที่เคยรับรู้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ว่า เป็นสมุนไพรแก้ปวดฟัน มีฤทธิ์เป็นยาชาด้วยสารที่ชื่อ Spilanthol และเมื่อจบออกมาทำงานที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ทำสวนสมุนไพรเล็กๆ และได้นำผักคราดหัวแหวนมาปลูกไว้ เมื่อมีคนมาดูงานก็มักจะให้ทดลองกัดดอกของผักคราดหัวแหวนไว้ที่ฟัน แล้วจึงค่อยบอกว่าผักคราดหัวแหวนมีสรรพคุณเป็นยาชา ถึงตอนนั้นปากของเขาก็ชาไปแล้ว เป็นวิธีการให้คนเข้าถึงสมุนไพรอีกวิธีหนึ่ง
เมื่อก่อนที่จะได้พบพ่อเม่ากับคุณตาส่วนนั้นไม่เคยรู้เลยว่า ผักคราดหัวแหวนกินเป็นผักได้ โดยจะกินยอดอ่อน ใบอ่อน แกล้มน้ำพริก แกล้มลาบ และเมื่อเดินทางไปตามหาสมุนไพรแถวๆ ทางเหนือ ทั้งลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พบผักคราดหัวแหวนวางขายเป็นกองๆ อยู่ในตลาดสดมากมาย จนพอจะเดาได้ว่า แถบนี้คงมีการปลูกผักคราดหัวแหวนเป็นพืชผักเศรษฐกิจแน่ๆ ซึ่งต่อมาทราบว่าคนทางเหนือจะเอาผักเผ็ดไปแกงแค คนอีสานจะเอาไปใส่อ่อมปลา อ่อมกบ ส่วนคนทางใต้จะนำผักคราด ไปแกงร่วมกับหอยและปลา รสเผ็ดชาลิ้น หวานๆ ขมๆ
ตอนแรกก็สงสัยอยู่บ้างว่าทำไมคนจึงต้องไปกินผักที่มีรสชาติประหลาดที่สุดชนิดหนึ่ง (จะเป็นรองก็คงผักคาวตอง) เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารจึงทราบว่า ผักคราดหัวแหวนช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมามาก ช่วยให้การย่อยอาหารในปากและกระเพาะอาหารดีขึ้น และยังช่วยรักษาอาการต่อมน้ำลายอักเสบได้ด้วย การกระตุ้นต่อมน้ำลายนั้นยังช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองจึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือสาร Spilanthol มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อปรสิตที่อยู่ในกระแสเลือด เช่น เชื้อมาลาเรีย โดยไม่มีพิษต่อคน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าการกินผักคราดหัวแหวนจะสามารถป้องกันมาลาเรียได้ และการที่ผักคราดหัวแหวนมีรสเผ็ดร้อนจึงช่วยในการขับลม รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ได้อีกด้วย
ผักคราดหัวแหวน…หมอฟันจำเป็น ที่คนทั้งโลกก็รู้
ใครๆ ที่รู้จักผักคราดหัวแหวนต่างก็รู้ดีว่าผักคราดหัวแหวนแก้ปวดฟัน หมอยาไทยใหญ่ ทั้งในฝั่งรัฐฉานและในฝั่งไทย หมอยาไทยเลย หมอยาภาคใต้ และหมอยาภาคกลาง ต่างก็ใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ “แมงกินฟัน” (หมอยาพื้นบ้านทุกภาคมีความเชื่อตรงกันว่าการที่ฟันผุนั้นมีพยาธิที่มักจะเรียกกันว่า “แมงกินฟัน” เป็นตัวการทำให้ฟันผุและปวดฟัน) โดยจะใช้เฉพาะดอกขยี้ใส่หรือใช้ทั้งห้าตำผสมเกลือ คั้นเอาน้ำใส่ซอกฟันที่กำลังปวดจะทำให้หายปวดฟัน ทั้งนี้เพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์เป็นยาชาและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างกว้างขวางจึงทำให้ผักคราดหัวแหวนสามารถใช้แก้ปวดฟันได้ในยามที่ไม่มีหมอฟัน ในหลายประเทศผักคราดหัวแหวนมีฉายาว่า Toothache Plant ซึ่งหมายถึงการใช้เป็นยาแก้ปวดฟันเช่นเดียวกับบ้านเรา
นอกจากจะใช้เป็นยาแก้ปวดฟันตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำรากมาต้มเอาน้ำบ้วนปาก แก้อาการอักเสบในช่องปาก แก้เหงือกอักเสบ และแก้เจ็บคอได้อีกด้วย
ผักคราดหัวแหวน…ยารักษากระดูกหัก
ยาห้ามเลือด รักษาแผล
ผักคราดหัวแหวนเป็นยาทำให้กระดูกต่อกันได้ การใช้ผักคราดหัวแหวนในการรักษากระดูกหักนั้นไม่เคยพบที่ไหน จนกระทั่งไปพบกับหมอยาไทยใหญ่ ซึ่งชุมชนไทยใหญ่ยังมีปัญหากระดูกแตกกระดูกหักกันอยู่มากและส่วนหนึ่งยังไม่ศรัทธาการรักษากระดูกหักตามระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ตำรับหนึ่งที่เขาใช้รักษากระดูกหัก กระดูกแตกคือการใช้ผักคราดหัวแหวนตำรวมกับตะไคร้พอกกระดูกไว้ เปลี่ยนยาทุก ๖ วัน ครบ ๔๑ วัน กระดูกจะต่อกันติด ซึ่งอาจเป็นเพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ร้อนทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ จึงอาจช่วยเรื่องกระดูกหักได้ ผักคราดหัวแหวนยังเป็นยาห้ามเลือดที่ดีชนิดหนึ่งเมื่อมีบาดแผล ชาวบ้านจะขยี้หรือตำต้นสดพอกแผลเลือดจะหยุดไหล
ผักคราดหัวแหวน…ยาแก้ปวดตามกระดูกและกล้ามเนื้อ
ยารักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา
หมอยาพื้นบ้านหลายพื้นที่ยังนิยมใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวม ฟกช้ำ โดยตำทั้งต้นใส่น้ำพอชุ่มพอกบริเวณที่ปวดบวม ฟกช้ำ จะระงับอาการปวดบวมและแก้อักเสบได้ สำหรับคนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา จะใช้ผักคราดหัวแหวนกับพริกไทย หัวอุตพิด ในอัตราส่วนเท่าๆ กันผสมน้ำมันพืชทา หรือจะใช้ผักคราดหัวแหวนกันสมุนไพรที่มีรสร้อนตัวอื่นๆ เช่น ข่า ไพล ตะไคร้ ก็ได้ ขึ้นกับว่าในท้องถิ่นมีสมุนไพรอะไรอยู่ หรือใส่ในยาอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อแก้ปวดเมื่อย แก้ปวดตามข้อก็ได้
ผักคราดหัวแหวน…ยาสำหรับผู้หญิง
ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดประจำเดือนที่ดีชนิดหนึ่ง โดยจะคั้นน้ำจากต้นสดของผักคราดหัวแหวนผสมน้ำผึ้งรับประทาน ส่วนหมอยาพื้นบ้านภาคใต้จะใช้ต้นสดของผักคราดหัวแหวน ผสมน้ำมะนาวทำเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๑ เม็ดหลังอาหาร ผักคราดหัวแหวนยังนิยมใช้ใส่ในยาอบหรือยาอาบหลังคลอดโดยใช้ร่วมกับใบหนาดใหญ่และใบมะขาม เพื่อบำรุงเลือดลมสตรีให้ทำงานเป็นปกติ
ผักคราดหัวแหวนเป็นสมุนไพรที่เคยรับรู้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ว่า เป็นสมุนไพรแก้ปวดฟัน มีฤทธิ์เป็นยาชาด้วยสารที่ชื่อ Spilanthol และเมื่อจบออกมาทำงานที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ทำสวนสมุนไพรเล็กๆ และได้นำผักคราดหัวแหวนมาปลูกไว้ เมื่อมีคนมาดูงานก็มักจะให้ทดลองกัดดอกของผักคราดหัวแหวนไว้ที่ฟัน แล้วจึงค่อยบอกว่าผักคราดหัวแหวนมีสรรพคุณเป็นยาชา ถึงตอนนั้นปากของเขาก็ชาไปแล้ว เป็นวิธีการให้คนเข้าถึงสมุนไพรอีกวิธีหนึ่ง
เมื่อก่อนที่จะได้พบพ่อเม่ากับคุณตาส่วนนั้นไม่เคยรู้เลยว่า ผักคราดหัวแหวนกินเป็นผักได้ โดยจะกินยอดอ่อน ใบอ่อน แกล้มน้ำพริก แกล้มลาบ และเมื่อเดินทางไปตามหาสมุนไพรแถวๆ ทางเหนือ ทั้งลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พบผักคราดหัวแหวนวางขายเป็นกองๆ อยู่ในตลาดสดมากมาย จนพอจะเดาได้ว่า แถบนี้คงมีการปลูกผักคราดหัวแหวนเป็นพืชผักเศรษฐกิจแน่ๆ ซึ่งต่อมาทราบว่าคนทางเหนือจะเอาผักเผ็ดไปแกงแค คนอีสานจะเอาไปใส่อ่อมปลา อ่อมกบ ส่วนคนทางใต้จะนำผักคราด ไปแกงร่วมกับหอยและปลา รสเผ็ดชาลิ้น หวานๆ ขมๆ
ตอนแรกก็สงสัยอยู่บ้างว่าทำไมคนจึงต้องไปกินผักที่มีรสชาติประหลาดที่สุดชนิดหนึ่ง (จะเป็นรองก็คงผักคาวตอง) เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารจึงทราบว่า ผักคราดหัวแหวนช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมามาก ช่วยให้การย่อยอาหารในปากและกระเพาะอาหารดีขึ้น และยังช่วยรักษาอาการต่อมน้ำลายอักเสบได้ด้วย การกระตุ้นต่อมน้ำลายนั้นยังช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองจึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือสาร Spilanthol มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อปรสิตที่อยู่ในกระแสเลือด เช่น เชื้อมาลาเรีย โดยไม่มีพิษต่อคน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าการกินผักคราดหัวแหวนจะสามารถป้องกันมาลาเรียได้ และการที่ผักคราดหัวแหวนมีรสเผ็ดร้อนจึงช่วยในการขับลม รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ได้อีกด้วย
ผักคราดหัวแหวน…หมอฟันจำเป็น ที่คนทั้งโลกก็รู้
ใครๆ ที่รู้จักผักคราดหัวแหวนต่างก็รู้ดีว่าผักคราดหัวแหวนแก้ปวดฟัน หมอยาไทยใหญ่ ทั้งในฝั่งรัฐฉานและในฝั่งไทย หมอยาไทยเลย หมอยาภาคใต้ และหมอยาภาคกลาง ต่างก็ใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ “แมงกินฟัน” (หมอยาพื้นบ้านทุกภาคมีความเชื่อตรงกันว่าการที่ฟันผุนั้นมีพยาธิที่มักจะเรียกกันว่า “แมงกินฟัน” เป็นตัวการทำให้ฟันผุและปวดฟัน) โดยจะใช้เฉพาะดอกขยี้ใส่หรือใช้ทั้งห้าตำผสมเกลือ คั้นเอาน้ำใส่ซอกฟันที่กำลังปวดจะทำให้หายปวดฟัน ทั้งนี้เพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์เป็นยาชาและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างกว้างขวางจึงทำให้ผักคราดหัวแหวนสามารถใช้แก้ปวดฟันได้ในยามที่ไม่มีหมอฟัน ในหลายประเทศผักคราดหัวแหวนมีฉายาว่า Toothache Plant ซึ่งหมายถึงการใช้เป็นยาแก้ปวดฟันเช่นเดียวกับบ้านเรา
นอกจากจะใช้เป็นยาแก้ปวดฟันตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำรากมาต้มเอาน้ำบ้วนปาก แก้อาการอักเสบในช่องปาก แก้เหงือกอักเสบ และแก้เจ็บคอได้อีกด้วย
ผักคราดหัวแหวน…ยารักษากระดูกหัก
ยาห้ามเลือด รักษาแผล
ผักคราดหัวแหวนเป็นยาทำให้กระดูกต่อกันได้ การใช้ผักคราดหัวแหวนในการรักษากระดูกหักนั้นไม่เคยพบที่ไหน จนกระทั่งไปพบกับหมอยาไทยใหญ่ ซึ่งชุมชนไทยใหญ่ยังมีปัญหากระดูกแตกกระดูกหักกันอยู่มากและส่วนหนึ่งยังไม่ศรัทธาการรักษากระดูกหักตามระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ตำรับหนึ่งที่เขาใช้รักษากระดูกหัก กระดูกแตกคือการใช้ผักคราดหัวแหวนตำรวมกับตะไคร้พอกกระดูกไว้ เปลี่ยนยาทุก ๖ วัน ครบ ๔๑ วัน กระดูกจะต่อกันติด ซึ่งอาจเป็นเพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ร้อนทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ จึงอาจช่วยเรื่องกระดูกหักได้ ผักคราดหัวแหวนยังเป็นยาห้ามเลือดที่ดีชนิดหนึ่งเมื่อมีบาดแผล ชาวบ้านจะขยี้หรือตำต้นสดพอกแผลเลือดจะหยุดไหล
ผักคราดหัวแหวน…ยาแก้ปวดตามกระดูกและกล้ามเนื้อ
ยารักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา
หมอยาพื้นบ้านหลายพื้นที่ยังนิยมใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวม ฟกช้ำ โดยตำทั้งต้นใส่น้ำพอชุ่มพอกบริเวณที่ปวดบวม ฟกช้ำ จะระงับอาการปวดบวมและแก้อักเสบได้ สำหรับคนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา จะใช้ผักคราดหัวแหวนกับพริกไทย หัวอุตพิด ในอัตราส่วนเท่าๆ กันผสมน้ำมันพืชทา หรือจะใช้ผักคราดหัวแหวนกันสมุนไพรที่มีรสร้อนตัวอื่นๆ เช่น ข่า ไพล ตะไคร้ ก็ได้ ขึ้นกับว่าในท้องถิ่นมีสมุนไพรอะไรอยู่ หรือใส่ในยาอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อแก้ปวดเมื่อย แก้ปวดตามข้อก็ได้
ผักคราดหัวแหวน…ยาสำหรับผู้หญิง
ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดประจำเดือนที่ดีชนิดหนึ่ง โดยจะคั้นน้ำจากต้นสดของผักคราดหัวแหวนผสมน้ำผึ้งรับประทาน ส่วนหมอยาพื้นบ้านภาคใต้จะใช้ต้นสดของผักคราดหัวแหวน ผสมน้ำมะนาวทำเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๑ เม็ดหลังอาหาร ผักคราดหัวแหวนยังนิยมใช้ใส่ในยาอบหรือยาอาบหลังคลอดโดยใช้ร่วมกับใบหนาดใหญ่และใบมะขาม เพื่อบำรุงเลือดลมสตรีให้ทำงานเป็นปกติ
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
ขมิ้นกับอัลไซเมอร์
ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหาร ให้มีสีเหลืองและกลิ่นหอม สมุนไพรชนิดนี้พบทั่วไปในแถบเอเชีย ขมิ้นถูกเรียกว่า “ฮาลดิ” (Haldi) ในภาษาฮินดี (ภาษาของชาวอินเดียทางตอนเหนือ) ภาษาจีนเรียก “เจียง ฮวง” (jiang huang) และภาษาทมิฬเรียก “มองจัล” (monjal) โดยมีประวัติสรรพคุณทางยายาวนานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นที่สรรพคุณในการรักษาแผล แก้พิษในเลือดและโรคกระเพาะ ในตำรายาอายุรเวชของอินเดีย (India’s Ayurvedic system of medicine) ชาวฮินดูใช้รักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และบวม ชาวจีนนำขมิ้นมารักษาอาการปวดท้อง ส่วนคนไทยเรานอกจากจะนำมาสมานแผลแล้วยังใช้ ขัดผิว พอกหน้าอีกด้วย
ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) สารต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย
อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร.อโลอิส อัลไซเมอร์ (Dr. Alois Alzheimer’s) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองของผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด
ขมิ้นโดดเด่นในวงการวิจัย
ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐฯ (NLM – National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า “นักขมิ้นศาสตร์” (Curcuminologists)
ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันราคาถูกสำหรับโรคร้ายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ขมิ้นมีคุณสมบัติทางชีววิทยาต่อต้านเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมันเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบือนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน (Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ (1700 ฉบับ) ในฐานข้อมูล PubMed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะไปทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้
งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา (ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล (Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค (Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้นหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น
เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ์โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบที่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็ง โมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยีนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ (inflammation)และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง(cell proliferation)
ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่สามารถระงับการอักเสบได้และมีปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง จากวัยเด็กในอินเดียจำได้ว่า ในตำรายาอายุรเวชขมิ้นเป็นยารักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ
บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด งานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งในลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ (Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม (Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) อาการแพ้และไข้หวัด
ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า “FAQ” (คำถามที่ถูกถามบ่อย) ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม (ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโภคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่ให้สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัมและถ้ามีอาการข้างเคียงจากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย (ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดเม็ดทุกวัน) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลการทดลองก่อนที่จะได้มีการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนกรานว่า “คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทานขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก”
หน้าที่ 2 - แต่จริงหรือที่....ขมิ้นอาจส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง
ทั้ง FAQ ของศูนย์ เอ็ม ดี แอนเดอสัน และเอกสารอื่นๆต่างละเลยที่จะกล่าวถึงส่วนเล็กที่เกี่ยวกับพิษภัยของขมิ้น ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการมีชีวิตอยู่ของเซลล์มะเร็ง
ในปี 2547 นายโยเซฟ (Yosef Shaul) จากคณะพันธุกรรมโมเลกุล ที่สถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน (Weizmann Institute of Science in Rehovot ) ประเทศอิสราเอล ได้ศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ NQO1 ซึ่งควบคุมปริมาณโปรตีน p53 พูดง่ายๆว่า NQO1 ป้องกันไม่ให้ p53 ทำงาน
แต่เมื่อโปรตีน p53 ในเซลล์เพิ่มขึ้น (หรือเมื่อ NQO1 เอา p53 ไม่อยู่) โปรตีนจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งหรือเซลล์เนื้อร้ายยุติการแบ่งตัวหรือทำให้เซลล์นั้นตายไป
นายโยเซฟและทีมงานได้ค้นพบ สารป้องกันการแข็งตัว (Anticoagulant) สาร Dicoumarol และสารประกอบที่เกี่ยวข้องสามารถสกัดกั้นการทำงานของ NQO1 ได้
นักวิจัยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทดลอง p53 กับเซลล์ลูคีเมียปกติและเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia เป็นลูคีเมียที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของไขกระดูกในกระดูกดำ) กับสารแอนตีออกซิแดนซ์เช่น ขมิ้นและสารresveratrol ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่ขมิ้นนั้นขัดขวางการทำงานของ p53 ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และปล่อยให้มันลอยนวล รายงานการวิจัยฉบับนี้ปรากฏใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA ในปี 2548 และนักวิจัยจากสถาบันอื่นก็ตีพิมพ์ผลการศึกษาคล้ายๆกัน ส่วนนายบารัทก็ตอบสนองต่อการศึกษาพวกนี้โดยชี้ถึงผลการศึกษาที่ตรงกันข้ามที่เขาค้นพบว่า ขมิ้นแท้จริงแล้วกระตุ้นการทำงานของ โปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง (แล้วจะเชื่อใครดี?)
นักวิจัยภาคสนามจึงจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของคนไข้เมื่อได้รับสารขมิ้น เพื่อดูว่าผลที่ได้เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของนายโยเซฟหรือไม่
พูดถึงเรื่อง “ขนาด” (dose) สารสกัดจากขมิ้นที่ทีมงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน ประเทศอิสราเอลใช้นั้นวัดได้ระหว่าง 10 – 60 ไมโครโมลาร์ (Micromolar, µM) เทียบคร่าวๆแล้วก็ประมาณเดียวกันกับที่ศูนย์แอนดิสันใช้แต่เนื่องจากขมิ้นถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่ดีนัก [แต่เมื่อใช้ขมิ้นร่วมกับ Piperine หรือสารสกัดจากพริกไทยดำ 20 มก. ช่วยการเพิ่มการดูดซึมของขมิ้นได้(Shoba G. et all, 1998) แต่ทั้งนี้ อาจมีผลกระทบหากมีการใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นอีก] และยังสลายตัวภายในร่างกายของคนไข้ได้อย่างรวดเร็ว คนไข้ที่ได้รับสารสกัดขมิ้น 8 กรัม เมื่อวัดระดับสารขมิ้นในกระแสเลือดก็จะมีหลงเหลืออยู่ประมาณ 2.0 ไมโครโมลาร์เท่านั้น แต่อาจมีมากกว่าในลำไส้ และตับ คงจะเป็นงานท้าทายในอีกระดับถ้านักวิจัยสามารถพัฒนาให้สารสกัดขมิ้นอยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น นายโยเซฟกล่าว แต่“ขนาด” (dose) ยังคงเป็นประเด็นเมื่อกล่าวถึงการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ยาบางชนิด (เช่น แอสไพริน) เมื่อรับประทานเกินขนาดก็อาจเป็นโทษ และยิ่งขมิ้นที่พบในกระแสเลือดในปริมาณน้อยนิด (เมื่อเทียบกับขนาดที่ได้รับ) ด้วยแล้ว นักวิจัยก็คงต้องทำให้แน่ใจว่าปริมาณที่น้อยนิดนั้นทำงานต่อต้านเชื้อโรคอย่างได้ผลและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ก็ยื่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายต่อนักวิจัย
ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องขมิ้นทั้งคุณและโทษ
งานวิจัยที่แสดงผลทางบวกของขมิ้น เช่น
1. U.C.L.A. และ the Veterans Administration พบว่าขมิ้นช่วยทำลาย beta-amyloid และคราบอะมีลอยด์ (Amyloid plagues) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ผลงานตีพิมพ์ใน Journal of Alzheimer’s disease, October 9, 2006.
2. University of Arizona College of Medicine พบว่าสารสกัดจากรากขมิ้นยับยั้งการอักเสบ (และการทำลาย) ของข้อ ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ผลงานตีพิมพ์ใน Arthritis and Rheumatism, November 2006.
3. University of Texas Medical Branch at Galveston พบว่าขมิ้นช่วยยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (บริเวณปลาย) ลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Clinical Cancer Research, September 15, 2006.
งานวิจัยที่แสดงผลทางลบของขมิ้น เช่น
1. Weizmann Institute of Science, Rehovot, Israel พบว่า การใช้ขมิ้นในปริมาณมากในเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia) ลดการทำงานของโปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ติดเชื้อ (ตามย่อหน้าต้นๆ ในบทความตอนที่ 3) ผลงานตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA, April12, 2005.
2. University of Utah พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของโปรตีน p53 ต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Carcinogenesis, September 2004.
3. University of North Carolina at Chapel Hill พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของยาที่ใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งเต้านมโดยวิธีคีโม (Chemotherapeutic drugs) ในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ใน Cancer Research, July 1, 2002.
สรุป มองในแง่บวก ถ้าเราสามารถเอาชนะความยุ่งยากในขั้นตอนการพัฒนาสารขมิ้นและได้รับการรับรองความปลอดภัย ขมิ้นอาจจะเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดี ราคาถูก และก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคข้ออักเสบอื่นๆอย่างอเนกอนันต์
ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) สารต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย
อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร.อโลอิส อัลไซเมอร์ (Dr. Alois Alzheimer’s) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองของผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด
ขมิ้นโดดเด่นในวงการวิจัย
ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐฯ (NLM – National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า “นักขมิ้นศาสตร์” (Curcuminologists)
ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันราคาถูกสำหรับโรคร้ายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ขมิ้นมีคุณสมบัติทางชีววิทยาต่อต้านเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมันเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบือนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน (Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ (1700 ฉบับ) ในฐานข้อมูล PubMed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะไปทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้
งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา (ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล (Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค (Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้นหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น
เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ์โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบที่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็ง โมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยีนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ (inflammation)และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง(cell proliferation)
ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่สามารถระงับการอักเสบได้และมีปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง จากวัยเด็กในอินเดียจำได้ว่า ในตำรายาอายุรเวชขมิ้นเป็นยารักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ
บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด งานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งในลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ (Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม (Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) อาการแพ้และไข้หวัด
ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า “FAQ” (คำถามที่ถูกถามบ่อย) ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม (ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโภคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่ให้สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัมและถ้ามีอาการข้างเคียงจากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย (ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดเม็ดทุกวัน) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลการทดลองก่อนที่จะได้มีการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนกรานว่า “คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทานขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก”
หน้าที่ 2 - แต่จริงหรือที่....ขมิ้นอาจส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง
ทั้ง FAQ ของศูนย์ เอ็ม ดี แอนเดอสัน และเอกสารอื่นๆต่างละเลยที่จะกล่าวถึงส่วนเล็กที่เกี่ยวกับพิษภัยของขมิ้น ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการมีชีวิตอยู่ของเซลล์มะเร็ง
ในปี 2547 นายโยเซฟ (Yosef Shaul) จากคณะพันธุกรรมโมเลกุล ที่สถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน (Weizmann Institute of Science in Rehovot ) ประเทศอิสราเอล ได้ศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ NQO1 ซึ่งควบคุมปริมาณโปรตีน p53 พูดง่ายๆว่า NQO1 ป้องกันไม่ให้ p53 ทำงาน
แต่เมื่อโปรตีน p53 ในเซลล์เพิ่มขึ้น (หรือเมื่อ NQO1 เอา p53 ไม่อยู่) โปรตีนจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งหรือเซลล์เนื้อร้ายยุติการแบ่งตัวหรือทำให้เซลล์นั้นตายไป
นายโยเซฟและทีมงานได้ค้นพบ สารป้องกันการแข็งตัว (Anticoagulant) สาร Dicoumarol และสารประกอบที่เกี่ยวข้องสามารถสกัดกั้นการทำงานของ NQO1 ได้
นักวิจัยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทดลอง p53 กับเซลล์ลูคีเมียปกติและเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia เป็นลูคีเมียที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของไขกระดูกในกระดูกดำ) กับสารแอนตีออกซิแดนซ์เช่น ขมิ้นและสารresveratrol ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่ขมิ้นนั้นขัดขวางการทำงานของ p53 ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และปล่อยให้มันลอยนวล รายงานการวิจัยฉบับนี้ปรากฏใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA ในปี 2548 และนักวิจัยจากสถาบันอื่นก็ตีพิมพ์ผลการศึกษาคล้ายๆกัน ส่วนนายบารัทก็ตอบสนองต่อการศึกษาพวกนี้โดยชี้ถึงผลการศึกษาที่ตรงกันข้ามที่เขาค้นพบว่า ขมิ้นแท้จริงแล้วกระตุ้นการทำงานของ โปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง (แล้วจะเชื่อใครดี?)
นักวิจัยภาคสนามจึงจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของคนไข้เมื่อได้รับสารขมิ้น เพื่อดูว่าผลที่ได้เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของนายโยเซฟหรือไม่
พูดถึงเรื่อง “ขนาด” (dose) สารสกัดจากขมิ้นที่ทีมงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน ประเทศอิสราเอลใช้นั้นวัดได้ระหว่าง 10 – 60 ไมโครโมลาร์ (Micromolar, µM) เทียบคร่าวๆแล้วก็ประมาณเดียวกันกับที่ศูนย์แอนดิสันใช้แต่เนื่องจากขมิ้นถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่ดีนัก [แต่เมื่อใช้ขมิ้นร่วมกับ Piperine หรือสารสกัดจากพริกไทยดำ 20 มก. ช่วยการเพิ่มการดูดซึมของขมิ้นได้(Shoba G. et all, 1998) แต่ทั้งนี้ อาจมีผลกระทบหากมีการใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นอีก] และยังสลายตัวภายในร่างกายของคนไข้ได้อย่างรวดเร็ว คนไข้ที่ได้รับสารสกัดขมิ้น 8 กรัม เมื่อวัดระดับสารขมิ้นในกระแสเลือดก็จะมีหลงเหลืออยู่ประมาณ 2.0 ไมโครโมลาร์เท่านั้น แต่อาจมีมากกว่าในลำไส้ และตับ คงจะเป็นงานท้าทายในอีกระดับถ้านักวิจัยสามารถพัฒนาให้สารสกัดขมิ้นอยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น นายโยเซฟกล่าว แต่“ขนาด” (dose) ยังคงเป็นประเด็นเมื่อกล่าวถึงการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ยาบางชนิด (เช่น แอสไพริน) เมื่อรับประทานเกินขนาดก็อาจเป็นโทษ และยิ่งขมิ้นที่พบในกระแสเลือดในปริมาณน้อยนิด (เมื่อเทียบกับขนาดที่ได้รับ) ด้วยแล้ว นักวิจัยก็คงต้องทำให้แน่ใจว่าปริมาณที่น้อยนิดนั้นทำงานต่อต้านเชื้อโรคอย่างได้ผลและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ก็ยื่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายต่อนักวิจัย
ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องขมิ้นทั้งคุณและโทษ
งานวิจัยที่แสดงผลทางบวกของขมิ้น เช่น
1. U.C.L.A. และ the Veterans Administration พบว่าขมิ้นช่วยทำลาย beta-amyloid และคราบอะมีลอยด์ (Amyloid plagues) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ผลงานตีพิมพ์ใน Journal of Alzheimer’s disease, October 9, 2006.
2. University of Arizona College of Medicine พบว่าสารสกัดจากรากขมิ้นยับยั้งการอักเสบ (และการทำลาย) ของข้อ ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ผลงานตีพิมพ์ใน Arthritis and Rheumatism, November 2006.
3. University of Texas Medical Branch at Galveston พบว่าขมิ้นช่วยยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (บริเวณปลาย) ลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Clinical Cancer Research, September 15, 2006.
งานวิจัยที่แสดงผลทางลบของขมิ้น เช่น
1. Weizmann Institute of Science, Rehovot, Israel พบว่า การใช้ขมิ้นในปริมาณมากในเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia) ลดการทำงานของโปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ติดเชื้อ (ตามย่อหน้าต้นๆ ในบทความตอนที่ 3) ผลงานตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA, April12, 2005.
2. University of Utah พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของโปรตีน p53 ต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Carcinogenesis, September 2004.
3. University of North Carolina at Chapel Hill พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของยาที่ใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งเต้านมโดยวิธีคีโม (Chemotherapeutic drugs) ในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ใน Cancer Research, July 1, 2002.
สรุป มองในแง่บวก ถ้าเราสามารถเอาชนะความยุ่งยากในขั้นตอนการพัฒนาสารขมิ้นและได้รับการรับรองความปลอดภัย ขมิ้นอาจจะเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดี ราคาถูก และก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคข้ออักเสบอื่นๆอย่างอเนกอนันต์
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ช่วยด้วยนิ้วล็อค---อ๋อ! รักษาแบบนี้
เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็ขยับนิ้วไม่ได้ จะงอก็ไม่ได้ จะยืดก็ไม่ได้ หรืออยู่ดีๆ นิ้วก็เกิดอาการกระตุกขึ้นมาซะอย่างงั้น… และนิ้วที่เป็นบ่อยคือนิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วหัวแม่มือ (แต่จริงๆ แล้วก็สามารถเกิดได้กับทุกนิ้ว) แถมพอจะกระดิกนิ้วก็กระดิกไม่ได้อีก เพราะมันทั้งตึงทั้งเจ็บปวดมากๆ ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่า "นิ้วล็อค" นั่นเอง
"นิ้วล็อค" เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ตามอาการที่เป็น คือผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนนิ้วล็อค นั่นคือ กำมืองอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้วออก นิ้วใดนิ้วหนึ่งเกิดเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อคไว้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "นิ้วล็อค" ถ้าเรียกกันให้ถูกต้องแล้ว โรคนี้ต้องเรียกว่า "โรคนิ้วเหนี่ยวไกปืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Trigger Finger" เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื้อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้ว ซึ่งอยู่ที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น 2 หรือ 3 นิ้วพร้อมกัน (อูย... คงจะปวดน่าดู)
อย่างไรก็ตาม โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอายุที่พบบ่อยอยู่ที่ประมาณ 40 - 50 ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้วของหนัก การใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น
อาการของโรคนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ
1. ระยะแรก มีอาการปวดเป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ และจะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุด
2. ระยะที่สอง มีอาการสะดุด (triggering) เป็นอาการหลัก และอาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วย เวลาขยับนิ้ว งอ และเหยียดนิ้ว จะมีการสะดุดจนรู้สึกได้
3. ระยะที่สาม มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้ว จะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง
4. ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมาก จนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดจะปวดมาก
วิธีป้องกัน "โรคนิ้วล็อค"
1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้
2. ไม่ควรบิดหรือซักผ้าด้วยมือเปล่าจำนวนมากๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อค
3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดร์กอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำหรือบดเครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น
5. ชาวสวนควรระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆ ที่ใช้แรงมือควรใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็น และควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ
6. คนที่ยกของหนักๆ เป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้านุ่มๆ มารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก
7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว
8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10 นาที
สำหรับวิธีการรักษา "โรคนิ้วล็อค" ประกอบไปด้วย...
1. การใช้ยารับประทาน เพื่อลดการอักเสบ ลดบวม และลดอาการปวด ร่วมกับพักการใช้มือ
2. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การใช้เครื่องดามนิ้วมือ การนวดเบาๆ การใช้ความร้อนประคบ และการออกกำลังกายเหยียดนิ้ว โดยการรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัด อาจใช้ร่วมกันได้ และมักใช้ได้ผลดีเมื่อมีอาการของโรคในระยะแรก และระยะที่สอง
3. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดปวดและลดบวม เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ส่วนมากมักจะหายเจ็บ บางรายอาการติดสะดุดจะดีขึ้น แต่การฉีดยามักถือว่าเป็นการรักษาแบบชั่วคราว และข้อจำกัดก็คือ ไม่ควรฉีดยาเกิด 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค การรักษาโดยการฉีดยานี้สามารถใช้ได้กับอาการของโรคตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะท้าย
4. การรักษาโดยการผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในแง่ที่จะไม่ทำให้กลับมาเป็นโรคอีก หลักในการผ่าตัด คือ ตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้างออก เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้โดยสะดวก ไม่ติดขัดหรือสะดุดอีก ทั้งนี้ การผ่าตัดแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบเปิด เป็นวิธีมาตรฐาน ที่ควรทำในห้องผ่าตัด โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ผ่าตัดเสร็จก็กลับบ้านได้ หลังผ่าตัดหลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก และการสัมผัสนิ้ว ประมาณ 2 สัปดาห์
อีกวิธีเป็นการผ่าตัดแบบปิด โดยการใช้เข็มเขี่ยหรือสะกิดปลอกหุ้มเอ็นออก โดยแทบไม่มีแผลให้เห็น โดยวิธีนี้อาจมีผลแทรกซ้อนได้ถ้าไปเขี่ยหรือสะกิดถูกเส้นประสาท ดังนั้น จึงไม่แนะนำสำหรับนิ้วที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทสูง คือ นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ และการผ่าตัดแบบปิดนี้ใช้ได้สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคตั้งแต่ระยะที่สองขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม แม้โรคนิ้วล็อคจะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่เพื่อนๆ ก็ควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ตามวิธีที่เรานำมาแนะนำนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
- ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับ 16 มิถุนายน 2549
- คอลัมน์ พบแพทย์ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2549
"นิ้วล็อค" เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ตามอาการที่เป็น คือผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนนิ้วล็อค นั่นคือ กำมืองอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้วออก นิ้วใดนิ้วหนึ่งเกิดเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อคไว้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "นิ้วล็อค" ถ้าเรียกกันให้ถูกต้องแล้ว โรคนี้ต้องเรียกว่า "โรคนิ้วเหนี่ยวไกปืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Trigger Finger" เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื้อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้ว ซึ่งอยู่ที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น 2 หรือ 3 นิ้วพร้อมกัน (อูย... คงจะปวดน่าดู)
อย่างไรก็ตาม โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอายุที่พบบ่อยอยู่ที่ประมาณ 40 - 50 ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้วของหนัก การใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น
อาการของโรคนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ
1. ระยะแรก มีอาการปวดเป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ และจะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุด
2. ระยะที่สอง มีอาการสะดุด (triggering) เป็นอาการหลัก และอาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วย เวลาขยับนิ้ว งอ และเหยียดนิ้ว จะมีการสะดุดจนรู้สึกได้
3. ระยะที่สาม มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้ว จะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง
4. ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมาก จนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดจะปวดมาก
วิธีป้องกัน "โรคนิ้วล็อค"
1. ไม่หิ้วของหนัก เช่น ถุงพลาสติก ตะกร้า ถังน้ำ ถ้าจำเป็นต้องหิ้ว ควรใช้ผ้าขนหนูรองและหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ แทนที่จะให้น้ำหนักตกที่ข้อนิ้วมือ หรือใช้วิธีการอุ้มประคองช่วยลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือได้
2. ไม่ควรบิดหรือซักผ้าด้วยมือเปล่าจำนวนมากๆ และไม่ควรบิดผ้าให้แห้งสนิท เพราะจะยึดปลอกหุ้มเอ็นจนคราก และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนิ้วล็อค
3. นักกอล์ฟที่ต้องตีแรง ตีไกล ควรใส่ถุงมือ หรือใช้ผ้าสักหลาดหุ้มด้ามจับให้หนาและนุ่มขึ้น เพื่อลดแรงปะทะ และไม่ควรไดร์กอล์ฟต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
4. เวลาทำงานที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่าง ควรระวังการกำหรือบดเครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ ควรใส่ถุงมือหรือห่อหุ้มด้ามจับให้ใหญ่และนุ่มขึ้น
5. ชาวสวนควรระวังเรื่องการตัดกิ่งไม้ด้วยกรรไกร หรืออื่นๆ ที่ใช้แรงมือควรใส่ถุงมือเพื่อลดการบาดเจ็บของปลอกเอ็นกับเส้นเอ็น และควรใช้สายยางรดน้ำต้นไม้แทนการหิ้วถังน้ำ
6. คนที่ยกของหนักๆ เป็นประจำ เช่นคนส่งน้ำขวด ถังแก๊ส แม่ครัวพ่อครัว ควรหลีกเลี่ยงการยกมือเปล่า ควรมีผ้านุ่มๆ มารองจับขณะยก และใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น รถลาก
7. หากจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้มือกำ หยิบ บีบ เครื่องมือเป็นเวลานานๆ ควรใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ใช้ผ้าห่อที่จับให้หนานุ่ม เช่น ใช้ผ้าห่อด้ามจับตะหลิวในอาชีพแม่ครัวพ่อครัว
8. งานบางอย่างต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้าหรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ เช่นทำ 45 นาที ควรจะพักมือสัก 10 นาที
สำหรับวิธีการรักษา "โรคนิ้วล็อค" ประกอบไปด้วย...
1. การใช้ยารับประทาน เพื่อลดการอักเสบ ลดบวม และลดอาการปวด ร่วมกับพักการใช้มือ
2. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การใช้เครื่องดามนิ้วมือ การนวดเบาๆ การใช้ความร้อนประคบ และการออกกำลังกายเหยียดนิ้ว โดยการรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัด อาจใช้ร่วมกันได้ และมักใช้ได้ผลดีเมื่อมีอาการของโรคในระยะแรก และระยะที่สอง
3. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดปวดและลดบวม เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ส่วนมากมักจะหายเจ็บ บางรายอาการติดสะดุดจะดีขึ้น แต่การฉีดยามักถือว่าเป็นการรักษาแบบชั่วคราว และข้อจำกัดก็คือ ไม่ควรฉีดยาเกิด 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค การรักษาโดยการฉีดยานี้สามารถใช้ได้กับอาการของโรคตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะท้าย
4. การรักษาโดยการผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดในแง่ที่จะไม่ทำให้กลับมาเป็นโรคอีก หลักในการผ่าตัด คือ ตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้างออก เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้โดยสะดวก ไม่ติดขัดหรือสะดุดอีก ทั้งนี้ การผ่าตัดแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ การผ่าตัดแบบเปิด เป็นวิธีมาตรฐาน ที่ควรทำในห้องผ่าตัด โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ผ่าตัดเสร็จก็กลับบ้านได้ หลังผ่าตัดหลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก และการสัมผัสนิ้ว ประมาณ 2 สัปดาห์
อีกวิธีเป็นการผ่าตัดแบบปิด โดยการใช้เข็มเขี่ยหรือสะกิดปลอกหุ้มเอ็นออก โดยแทบไม่มีแผลให้เห็น โดยวิธีนี้อาจมีผลแทรกซ้อนได้ถ้าไปเขี่ยหรือสะกิดถูกเส้นประสาท ดังนั้น จึงไม่แนะนำสำหรับนิ้วที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทสูง คือ นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ และการผ่าตัดแบบปิดนี้ใช้ได้สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคตั้งแต่ระยะที่สองขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม แม้โรคนิ้วล็อคจะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่เพื่อนๆ ก็ควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ตามวิธีที่เรานำมาแนะนำนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
- ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- นิตยสารชีวจิต ปีที่ 8 ฉบับ 16 มิถุนายน 2549
- คอลัมน์ พบแพทย์ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2549
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สีปัสสาวะบอกเหตุ
รับมือหรือแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที อะไรที่จะหนักก็จะได้บรรเทาเบาบางลง สีของปัสสาวะก็อาจบอกให้รู้คร่าวๆ ได้ว่าร่างกายของปกติดีอยู่หรือไม่ ลองมาตรวจร่างกายตัวเองกันหน่อยดีไหม...เอาแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แค่ลองสังเกตสีปัสสาวะของตัวเองดู
ปัสสาวะออกมาเป็นสีอมแดง
หากปัสสาวะออกมาเป็นสีนี้ต้องลองนึกให้ออกว่าได้รับประทานอาหารอะไรที่เป็นสีทำนองนี้หรือเปล่า เช่น แบล็คเบอร์รี่หรือผักกาดม่วง แต่ถ้าแน่ใจว่าไม่ได้กินอะไรใกล้เคียงกับสีแดงเลย ก็อาจเป็นลางร้าย เพราะสีแดงนั้นอาจจะเป็นเลือดที่ขับออกมาจากไตหรือกระเพาะปัสสาวะอาจอักเสบ หรือไม่ก็อาจจะมีอะไรในร่างกายที่ฉีกขาดเป็นแน่ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
ปัสสาวะเป็นสีน้ำตาล
มองได้ 2 อย่างคือ อาจจะเกิดจากการรับประทานถั่วในปริมาณที่มาก หรือว่าอาจจะเป็นลิ่มเลือดที่ปนออกมาก็ได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า
ปัสสาวะออกเป็นสีเหลือง
ถ้าปัสสาวะออกเป็นสีเหลืองอ่อนเป็นไปได้ว่าวันนั้นร่างกายจะได้รับวิตามินบี 2 มากเกินความต้องการจนต้องขับออกมา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มก็หมายความว่า คุณดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าดื่มน้ำเยอะแล้วแต่ทำไมปัสสาวะยังเป็นสีเหลืองเข้มอยู่เหมือนเดิม ก็คงต้องรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีโรคไตแฝงมาแล้วก็ได้
ปัสสาวะมีสีขุ่น
ในผู้ที่ปัสสาวะสีขุ่นให้ลองดื่มน้ำส้มดูว่าหายหรือไม่ ถ้าไม่หาย อาจเนื่องมาจากติดเชื้อบางอย่างก็ได้ อาการอย่างนี้ควรปรึกษาแพทย์
ปัสสาวะมีสีส้ม
อาจเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาโพรีเดียมที่ใช้ในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ปัสสาวะเป็นสีน้ำเงิน
ถ้าปัสสาวะมีสีอย่างนี้ ไม่ต้องแปลกใจ โดยเฉพาะหากคุณทานยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เพราะในยามีส่วนผสมของสารเมธีลีน และขับออกมาทางปัสสาวะ ปัสสาวะจึงมีสีออกฟ้าๆ
เข้าห้องน้ำคราวนี้ อย่าลืมสังเกตดูสีปัสสาวะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ไม่ควรมองข้าม สังเกตตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นผลดีกับสุขภาพร่างกาย
ปัสสาวะออกมาเป็นสีอมแดง
หากปัสสาวะออกมาเป็นสีนี้ต้องลองนึกให้ออกว่าได้รับประทานอาหารอะไรที่เป็นสีทำนองนี้หรือเปล่า เช่น แบล็คเบอร์รี่หรือผักกาดม่วง แต่ถ้าแน่ใจว่าไม่ได้กินอะไรใกล้เคียงกับสีแดงเลย ก็อาจเป็นลางร้าย เพราะสีแดงนั้นอาจจะเป็นเลือดที่ขับออกมาจากไตหรือกระเพาะปัสสาวะอาจอักเสบ หรือไม่ก็อาจจะมีอะไรในร่างกายที่ฉีกขาดเป็นแน่ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
ปัสสาวะเป็นสีน้ำตาล
มองได้ 2 อย่างคือ อาจจะเกิดจากการรับประทานถั่วในปริมาณที่มาก หรือว่าอาจจะเป็นลิ่มเลือดที่ปนออกมาก็ได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า
ปัสสาวะออกเป็นสีเหลือง
ถ้าปัสสาวะออกเป็นสีเหลืองอ่อนเป็นไปได้ว่าวันนั้นร่างกายจะได้รับวิตามินบี 2 มากเกินความต้องการจนต้องขับออกมา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มก็หมายความว่า คุณดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าดื่มน้ำเยอะแล้วแต่ทำไมปัสสาวะยังเป็นสีเหลืองเข้มอยู่เหมือนเดิม ก็คงต้องรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีโรคไตแฝงมาแล้วก็ได้
ปัสสาวะมีสีขุ่น
ในผู้ที่ปัสสาวะสีขุ่นให้ลองดื่มน้ำส้มดูว่าหายหรือไม่ ถ้าไม่หาย อาจเนื่องมาจากติดเชื้อบางอย่างก็ได้ อาการอย่างนี้ควรปรึกษาแพทย์
ปัสสาวะมีสีส้ม
อาจเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาโพรีเดียมที่ใช้ในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ปัสสาวะเป็นสีน้ำเงิน
ถ้าปัสสาวะมีสีอย่างนี้ ไม่ต้องแปลกใจ โดยเฉพาะหากคุณทานยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เพราะในยามีส่วนผสมของสารเมธีลีน และขับออกมาทางปัสสาวะ ปัสสาวะจึงมีสีออกฟ้าๆ
เข้าห้องน้ำคราวนี้ อย่าลืมสังเกตดูสีปัสสาวะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ไม่ควรมองข้าม สังเกตตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นผลดีกับสุขภาพร่างกาย
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สิวที่หลัง รักษาอย่างไร แก้ไขแบบไหน
นี่ก็เป็นสิวอีกประเภทที่คนเป็นกันมาก ในบางคนจะเป็นที่ตัว ที่ก้น ซึ่งสาเหตุก็มาจากเรื่องเดิมๆคือไขมัน
Back Acne (สิวขึ้นที่หลัง)
สิวที่หลังมีสาเหตุเหมือนกับสิวที่เกิดบนหน้าคือมาจากการผลิตน้ำมันมากไปของต่อมไขมันและเมื่อมาเจอเข้ากับเซลล์ผิวที่ตายบวกกับแบคทีเรียก็ทำให้เป็นสิว ซึ่งเกิดได้ทั้งอุดตน อักเสบหรือหัวหนอง ในบางคนอาจเป็นที่สะโพกที่ก้นด้วย สิวที่หลังหรือที่ก้นอาจมีสาเหตุมาจากเสื้อผ้าที่ใส่ฟิตเกินไปหรือการที่ต้องสะพายเป้อยู่บ่อยๆ ซึ่งพวกนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้เป็นสิวได้
การรักษาสิวที่หลัง
1.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน
2.ใช้ AHA ทาทิ้งไว้ให้แห้ง
3.ใช้ Benzoyl peroxide ทาบริเวณที่เป็น
เมื่อเราใช้ Benzoyl peroxide เราควรใส่เสื้อผ้าสีขาวเพราะ BP จะทำให้ผ้าสีตก
หมายเหตุ (เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) เป็นสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเปอร์ออกไซด์ ประกอบไปด้วยเบนซิล 2 ตัวรวมด้วยเปอร์ออกไซด ชื่อทางการค้าสำหรับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เช่น เบนแซค เอซี (Benzac AC) Brevoxyl และ Penoxyl)
Back Acne (สิวขึ้นที่หลัง)
สิวที่หลังมีสาเหตุเหมือนกับสิวที่เกิดบนหน้าคือมาจากการผลิตน้ำมันมากไปของต่อมไขมันและเมื่อมาเจอเข้ากับเซลล์ผิวที่ตายบวกกับแบคทีเรียก็ทำให้เป็นสิว ซึ่งเกิดได้ทั้งอุดตน อักเสบหรือหัวหนอง ในบางคนอาจเป็นที่สะโพกที่ก้นด้วย สิวที่หลังหรือที่ก้นอาจมีสาเหตุมาจากเสื้อผ้าที่ใส่ฟิตเกินไปหรือการที่ต้องสะพายเป้อยู่บ่อยๆ ซึ่งพวกนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้เป็นสิวได้
การรักษาสิวที่หลัง
1.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน
2.ใช้ AHA ทาทิ้งไว้ให้แห้ง
3.ใช้ Benzoyl peroxide ทาบริเวณที่เป็น
เมื่อเราใช้ Benzoyl peroxide เราควรใส่เสื้อผ้าสีขาวเพราะ BP จะทำให้ผ้าสีตก
หมายเหตุ (เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) เป็นสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเปอร์ออกไซด์ ประกอบไปด้วยเบนซิล 2 ตัวรวมด้วยเปอร์ออกไซด ชื่อทางการค้าสำหรับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เช่น เบนแซค เอซี (Benzac AC) Brevoxyl และ Penoxyl)
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เขย่าขวดก่อนรินยา
เขย่าขวดก่อนรินยา?.คุณทำแล้วหรือยัง? (Ya&You)
ผู้เรียบเรียง ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ และ ภญ.จิตติมา ลัคนากุล
หลาย ๆ ครั้งที่ยาที่คุณ ๆ ได้รับเป็นยาน้ำ และบนขวดมักมีฉลากติดไว้ว่า "เขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยา" แต่ทราบหรือไม่ว่าการเขย่าขวดก่อนใช้ยานั้นมีความสำคัญอย่างไร
การเขย่าขวดยาก่อนรินยาทุกครั้ง จะทำให้ตัวยาที่อยู่ในยาน้ำมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ
เมื่อรินยามาใช้คุณก็จะได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง และเท่า ๆ กันทุกครั้งที่ใช้ยา แต่หากละเลยไม่เขย่าขวดก่อน ตัวยาจะลงไปนอนก้นอยู่ที่ก้นขวด ดังนั้นเมื่อรินยาในครั้งแรก ๆ จะมีตัวยาน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้รักษาโรคไม่หาย จนเมื่อรินยาในช่วงหลัง ๆ ตัวยาที่นอนก้นจะมีความเข้มข้นมาก ทำให้คุณได้รับยาในขนาดที่สูงกว่าที่ควรจะได้รับ และอาจเกิดอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้
เห็นหรือไม่คะว่า ขั้นตอนง่าย ๆ เพียงแค่นี้ก็สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้ยาได้ค่ะ
ผู้เรียบเรียง ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ และ ภญ.จิตติมา ลัคนากุล
หลาย ๆ ครั้งที่ยาที่คุณ ๆ ได้รับเป็นยาน้ำ และบนขวดมักมีฉลากติดไว้ว่า "เขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยา" แต่ทราบหรือไม่ว่าการเขย่าขวดก่อนใช้ยานั้นมีความสำคัญอย่างไร
การเขย่าขวดยาก่อนรินยาทุกครั้ง จะทำให้ตัวยาที่อยู่ในยาน้ำมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ
เมื่อรินยามาใช้คุณก็จะได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง และเท่า ๆ กันทุกครั้งที่ใช้ยา แต่หากละเลยไม่เขย่าขวดก่อน ตัวยาจะลงไปนอนก้นอยู่ที่ก้นขวด ดังนั้นเมื่อรินยาในครั้งแรก ๆ จะมีตัวยาน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้รักษาโรคไม่หาย จนเมื่อรินยาในช่วงหลัง ๆ ตัวยาที่นอนก้นจะมีความเข้มข้นมาก ทำให้คุณได้รับยาในขนาดที่สูงกว่าที่ควรจะได้รับ และอาจเกิดอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้
เห็นหรือไม่คะว่า ขั้นตอนง่าย ๆ เพียงแค่นี้ก็สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้ยาได้ค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย
โดยปกติผมหงอกตามธรรมชาติ เกิดจากเซลล์มิวเคอร์ (mucor) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสีดำในร่างกายเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถสร้างสารสีดำได้ จึงทำให้เกิดผมหงอก เซลล์นี้จะเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆ แนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่โคนผม
นอกจากนี้ อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง
วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย
การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน
1. ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด
2. ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน
3. เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด
4. กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ
5. กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล
6. พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว
7. ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)
อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย
กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้
1. สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน
2. งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่
3. เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที
ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก
เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้
1. นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร
3. นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม
4. ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม
เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป
ข้อมูลจาก ชีวจิต
ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆ แนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่โคนผม
นอกจากนี้ อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง
วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย
การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน
1. ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด
2. ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน
3. เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด
4. กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ
5. กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล
6. พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว
7. ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)
อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย
กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้
1. สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน
2. งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่
3. เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที
ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก
เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้
1. นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร
3. นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม
4. ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม
เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป
ข้อมูลจาก ชีวจิต
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รักษาโรคลมชัก และหอบหืดด้วยการกดจุด
วิธีกดจุดแก้ลมชัก หรือลมบ้าหมู
ชื่อจุด : จุดเหย่งเฉวียน
ตำแหน่ง : งอนิ้วเท้าทั้ง 5 เข้าหาอุ้งเท้า ที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม ( จุดอยู่ตรงรอยบุ๋มเลยค่ะ )
เวลาที่กด :ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที หรือจนมีอาการดีขึ้นจึงหยุดกด
วิธีกด : ใช้นิ้มหัวแม่มือ กดลงบนจุดเหย่งเฉวียนข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆกดลงอีกข้างหนึ่ง ( ในกรณีที่กดเองหรือจะให้ คนอื่นช่วยกดทั้ง 2 ข้าง)
หอบหืด
ชื่อจุด : จุดฉ่วนสี
ตำแหน่ง: อยู่ด้านข้างทั้ง2ของกระดูกสันหลังตรงกระดูกหลังคอข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังอกข้อที่ 1 โดยห่างจากแนวกึ่งกลางกระดูกสันหลังออกไปด้านข้างข้างละ 1 นิ้ว ( พูดในแนว anatomy ก็คือจุดอยู่ที่ด้านข้างของกระดูก c7กับ T1 ห่างจากแนวกลางข้างละ 1 นิ้ว )ข้อสังเกต : ตำแหน่งของกระดูกสันหลังข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังข้อที่ 1 คือเวลาก้มหัว จะเห็นกระดูกสันหลังที่นูนที่สุด กระดูกสันหลังข้อนี้คือกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 7 ( ถ้ามองไม่เห็นลองเอามือลูบดูก็ได้ค่ะ ต้องก้มให้คางชิดคอเลยนะ )
วิธีกด :ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดฉ่วนสีทั้ง2 หรือจนอาการทุเลาลง
หมายเหตุ : อย่างไรก็ตามอาการของหอบหืดอาจมีสาเหตุที่ต่างกัน ส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิแพ้ในทรรศนะของแพทย์แผนตะวันตกนั้น ถือว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และโดยวิธีค่อยๆสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้
ชื่อจุด : จุดเหย่งเฉวียน
ตำแหน่ง : งอนิ้วเท้าทั้ง 5 เข้าหาอุ้งเท้า ที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม ( จุดอยู่ตรงรอยบุ๋มเลยค่ะ )
เวลาที่กด :ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที หรือจนมีอาการดีขึ้นจึงหยุดกด
วิธีกด : ใช้นิ้มหัวแม่มือ กดลงบนจุดเหย่งเฉวียนข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆกดลงอีกข้างหนึ่ง ( ในกรณีที่กดเองหรือจะให้ คนอื่นช่วยกดทั้ง 2 ข้าง)
หอบหืด
ชื่อจุด : จุดฉ่วนสี
ตำแหน่ง: อยู่ด้านข้างทั้ง2ของกระดูกสันหลังตรงกระดูกหลังคอข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังอกข้อที่ 1 โดยห่างจากแนวกึ่งกลางกระดูกสันหลังออกไปด้านข้างข้างละ 1 นิ้ว ( พูดในแนว anatomy ก็คือจุดอยู่ที่ด้านข้างของกระดูก c7กับ T1 ห่างจากแนวกลางข้างละ 1 นิ้ว )ข้อสังเกต : ตำแหน่งของกระดูกสันหลังข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังข้อที่ 1 คือเวลาก้มหัว จะเห็นกระดูกสันหลังที่นูนที่สุด กระดูกสันหลังข้อนี้คือกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 7 ( ถ้ามองไม่เห็นลองเอามือลูบดูก็ได้ค่ะ ต้องก้มให้คางชิดคอเลยนะ )
วิธีกด :ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดฉ่วนสีทั้ง2 หรือจนอาการทุเลาลง
หมายเหตุ : อย่างไรก็ตามอาการของหอบหืดอาจมีสาเหตุที่ต่างกัน ส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิแพ้ในทรรศนะของแพทย์แผนตะวันตกนั้น ถือว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และโดยวิธีค่อยๆสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เตือนไข้ขึ้นหน้ามืดบ่อยระวังมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเผยอาการแรกเริ่มเป็นไข้หน้ามืด อ่อนเพลียบ่อย ชี้กำลังใจสำคัญที่สุด หมอระบุวิธีรักษาได้ผลมากที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูก
ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ
ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย--
ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเผยอาการแรกเริ่มเป็นไข้หน้ามืด อ่อนเพลียบ่อย ชี้กำลังใจสำคัญที่สุด หมอระบุวิธีรักษาได้ผลมากที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูก
ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ
ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย
จาก คม ชัด ลึก
ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ
ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย--
ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเผยอาการแรกเริ่มเป็นไข้หน้ามืด อ่อนเพลียบ่อย ชี้กำลังใจสำคัญที่สุด หมอระบุวิธีรักษาได้ผลมากที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูก
ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ
ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด
การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย
จาก คม ชัด ลึก
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สาเหตุของอาการหูอื้อ หูตึง
อาการหูอื้อ หูตึง หมายถึงการได้ยินไม่ชัด หรือสมรรถภาพการได้ยินลดลง เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นอาการนำที่สำคัญของการสูญเสียการได้ยิน โรคหรือความผิดปกติใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นตั้งแต่หูชั้นนอกไปจนถึงหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูตึง ได้ทั้งสิ้น ความผิดปกติที่พบได้บ่อยเช่น ขี้หูอุดตัน แก้วหูทะลุ หูชั้นกลางอักเสบ ส่วนในคนสูงอายุพบว่าการได้ยินเสียไปเนื่องจากประสาทหูเสื่อมเป็นส่วนใหญ่ พึงระลึกไว้เสมอว่าสาเหตุของอาการหูอื้อ หูตึง มีหลายอย่าง และบางอย่างก็อาจแก้ไขให้หายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนทุกราย
เมื่อเสียงจากภายนอกผ่านรูหูเข้ามา คลื่นเสียงจะทำให้แก้วหูสั่น แล้วส่งผ่านหูชั้นกลางเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้านำเข้าสู่สมอง หูคนเราประกอบด้วยหูชั้นนอก หูชั้นกลางและหูชั้นใน หูชั้นในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนมีลักษณะคล้ายก้นหอยทำหน้าที่รับเสียง กับส่วนที่เป็นอวัยวะรูปเกือกม้า 3 อันมารวมกันทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้วยังแบ่งตามโครงสร้างเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ภายในส่วนเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่
เราอาจแบ่งระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็น หูตึงน้อย หูตึงปานกลาง หูตึงมากถึงหูตึงรุนแรงและหูหนวก โดยใช้หน่วยวัดการได้ยินที่เรียกว่า เดซิเบล เป็นตัวกำหนดมาตรฐาน คนปกติมักมีระดับการได้ยินที่ 25 เดซิเบลหรือน้อยกว่า พวกหูตึงค่าความดังนี้จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และพวกที่หูหนวกมีระดับการได้ยินเสียไปมากกว่า 90 เดซิเบล
ปัญหาหูหนวกหูตึงย่อมมีผลต่อการพูดคุย และการสื่อความหมาย รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมกับคนข้างเคียง ยิ่งในเด็กแล้วผลที่ตามมาอันใหญ่หลวงคือ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านภาษา และการพูดให้สมบูรณ์สอดคล้องกับวัยได้ เสียงที่ดังเกินไปอาจจะมีผลทำให้หูตึงชั่วคราว หรืออาจทำให้หูตึงหรือประสาทหูเสื่อมแบบถาวร หูตึงชั่วคราวมักเกิดภายหลังจากที่ไปได้ยินเสียงดัง ๆ ในช่วงไม่นานนัก เช่น หลังเทศกาลตรุษจีนที่มีการจุดประทัดกัน ส่วนหูตึงแบบถาวร มักพบในพวกที่ได้รับเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เช่น พวกที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา เสียงที่ดังนี้นอกจากจะมีผลต่อการได้ยินแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายอีกหลายด้าน เช่น อาจรบกวนการนอน รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน รบกวนการสื่อสารติดต่อ ทำให้อารมณ์ตึงเครียด หงุดหงิดและอารมณ์เสียได้ง่าย
ประสาทหูเสื่อมในวัยชราเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เพราะคนเรามีอายุยืนขึ้น ควรนำผู้ป่วยมารับการตรวจวัดระดับการได้ยินก่อนว่าหูตึงมากน้อยเพียงใด และจะได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ ไม่ควรด่วนตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟังไปตามการโฆษณา บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีประสาทหูพิการ ตัดสินใจไปซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้ โดยอ่านเอาจากโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือบางรายซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่า สาเหตุของหูตึงหรือประสาทหูเสียนั้น มีมากมายหลายอย่าง และบางอย่างก็อาจรักษาให้หายได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด และแม้ว่าบางโรคอาจทำให้มีการสูญเสียการได้ยินถาวร และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ก่อนการใช้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน เพื่อดูว่าจะได้รับประโยชน์จากเครื่องหรือไม่มากน้อยเพียงไร การติดต่อพูดคุยกับผู้ที่มีประสาทหูพิการหรือผู้สูงอายุ ต้องพูดช้า ๆ และชัดเจน พูดตรงหน้าเพื่อให้ผู้ฟังเห็นหน้าและริมฝีปาก ขณะออกเสียงไม่ควรสูบบุหรี่หรือเคี้ยวอะไรอยู่ในปากขณะพูด หากพูดแล้วยังสื่อความหมายไม่ได้ ควรเปลี่ยนประโยค หรือคำพูดไปใช้คำอื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน
ผู้ป่วยโรคมีเนีย จะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นอาการที่พบบ่อยมักพบร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกเกิดขึ้นในทันทีทันใด ระยะเวลาอาจจะอยู่นานกว่า 20 นาทีถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรงแต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนเป็นปกติ ส่วนอาการหูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวร ถ้าเป็นระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเป็นแค่ชั่วคราวหลังจากหายเวียนศีรษะ แล้วการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเวียนบ่อย ๆ หรือเป็นมานานอาการหูอื้อมักจะถาวรบางทีหูหนวกไปเลยก็ได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติร่วมด้วย ผู้ป่วยบางคนจะบอกว่ามีเสียงเหมือนจั๊กจั่นหรือจิ้งหรีดร้อง บางคนก็บอกว่าเหมือนเสียงคำรามอยู่ในหูตลอดเวลา เสียงดังในหูอาจเป็นตลอดเวลา หรือเป็นขณะเวียนศีรษะ ส่วนอาการตึง ๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน เกิดจากแรงดันของน้ำในหูชั้นในที่ผิดปกติ
หูชั้นนอกหมายถึงใบหู รูหู รวมไปถึงแก้วหู การอักเสบของหูชั้นนอกที่พบบ่อย คือการอักเสบของรูหู ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือผื่นแพ้ก็ได้ โดยมากมักเริ่มจากมีความชื้น เช่นน้ำเข้าหูและค้างอยู่ในหู ทำให้มีโอกาสที่เชื้อราหรือแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ก่อให้เกิดอาการอักเสบในรูหู การแคะหูทำให้มีแผลถลอกของรูหู และการติดเชื้อตามมาได้ อาการของหูชั้นนอกอักเสบมักเกิดภายหลังว่ายน้ำหรือแคะหู โดยผู้ป่วยจะมักมีอาการปวดหู หูเป็นน้ำเยิ้ม คล้ายหูแฉะ เป็นอาการหลัก บางรายมีอาการบวมแดงของรูหูและใบหู ซึ่งจะมีอาการหูอื้อตามมา โดยเฉพาะในรายที่มีเชื้อราหรือขี้หูมาก อาจทำให้รูหูอุดตัน ได้ยินไม่ชัด สำหรับการรักษา ส่วนใหญ่จะให้การรักษาตามสาเหตุ การทำความสะอาดหู ดูดหนอง หรือขี้หูออก แล้วเช็ดด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาเพิ่มความเป็นกรดในรูหู จะช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น
หูชั้นกลางจะเป็นโพรงอากาศเล็ก ๆ อยู่ระหว่างแก้วหูและหูชั้นใน โดยภายในหูชั้นกลางจะมีกระดูกฆ้อน ทั่ง โกลน มาต่อเชื่อมกันเพื่อนำเสียงเข้าสู่หูชั้นใน นอกจากนี้ยังมีท่อที่ต่อเชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับจมูก ซึ่งจะทำหน้าที่คอยปรับความดันในหูให้เท่ากับภายนอก การอักเสบของหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็ก ซึ่งมักจะเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนแล้วลามมายังหู การสังเกตหรือคอยติดตามดูอาการจะช่วยให้เราสามารถนำเด็กมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น โดยเด็กมักจะบ่นปวดหู, หูอื้อ มีไข้ขึ้น ภายหลังจากเป็นหวัด ไอมาได้สามสี่วัน ในเด็กเล็กอาจร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ การรักษาส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะกรณีที่อาการปวดมีมาก และไม่ขึ้น ภายหลังให้ยา แพทย์อาจพิจารณาเจาะแก้วหูเป็นรูเล็ก ๆ เพื่อระบายหนองออกและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
เมื่อเสียงจากภายนอกผ่านรูหูเข้ามา คลื่นเสียงจะทำให้แก้วหูสั่น แล้วส่งผ่านหูชั้นกลางเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้านำเข้าสู่สมอง หูคนเราประกอบด้วยหูชั้นนอก หูชั้นกลางและหูชั้นใน หูชั้นในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนมีลักษณะคล้ายก้นหอยทำหน้าที่รับเสียง กับส่วนที่เป็นอวัยวะรูปเกือกม้า 3 อันมารวมกันทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้วยังแบ่งตามโครงสร้างเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ภายในส่วนเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่
เราอาจแบ่งระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็น หูตึงน้อย หูตึงปานกลาง หูตึงมากถึงหูตึงรุนแรงและหูหนวก โดยใช้หน่วยวัดการได้ยินที่เรียกว่า เดซิเบล เป็นตัวกำหนดมาตรฐาน คนปกติมักมีระดับการได้ยินที่ 25 เดซิเบลหรือน้อยกว่า พวกหูตึงค่าความดังนี้จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และพวกที่หูหนวกมีระดับการได้ยินเสียไปมากกว่า 90 เดซิเบล
ปัญหาหูหนวกหูตึงย่อมมีผลต่อการพูดคุย และการสื่อความหมาย รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมกับคนข้างเคียง ยิ่งในเด็กแล้วผลที่ตามมาอันใหญ่หลวงคือ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านภาษา และการพูดให้สมบูรณ์สอดคล้องกับวัยได้ เสียงที่ดังเกินไปอาจจะมีผลทำให้หูตึงชั่วคราว หรืออาจทำให้หูตึงหรือประสาทหูเสื่อมแบบถาวร หูตึงชั่วคราวมักเกิดภายหลังจากที่ไปได้ยินเสียงดัง ๆ ในช่วงไม่นานนัก เช่น หลังเทศกาลตรุษจีนที่มีการจุดประทัดกัน ส่วนหูตึงแบบถาวร มักพบในพวกที่ได้รับเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เช่น พวกที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา เสียงที่ดังนี้นอกจากจะมีผลต่อการได้ยินแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายอีกหลายด้าน เช่น อาจรบกวนการนอน รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน รบกวนการสื่อสารติดต่อ ทำให้อารมณ์ตึงเครียด หงุดหงิดและอารมณ์เสียได้ง่าย
ประสาทหูเสื่อมในวัยชราเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เพราะคนเรามีอายุยืนขึ้น ควรนำผู้ป่วยมารับการตรวจวัดระดับการได้ยินก่อนว่าหูตึงมากน้อยเพียงใด และจะได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ ไม่ควรด่วนตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟังไปตามการโฆษณา บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีประสาทหูพิการ ตัดสินใจไปซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้ โดยอ่านเอาจากโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือบางรายซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่า สาเหตุของหูตึงหรือประสาทหูเสียนั้น มีมากมายหลายอย่าง และบางอย่างก็อาจรักษาให้หายได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด และแม้ว่าบางโรคอาจทำให้มีการสูญเสียการได้ยินถาวร และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ก่อนการใช้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน เพื่อดูว่าจะได้รับประโยชน์จากเครื่องหรือไม่มากน้อยเพียงไร การติดต่อพูดคุยกับผู้ที่มีประสาทหูพิการหรือผู้สูงอายุ ต้องพูดช้า ๆ และชัดเจน พูดตรงหน้าเพื่อให้ผู้ฟังเห็นหน้าและริมฝีปาก ขณะออกเสียงไม่ควรสูบบุหรี่หรือเคี้ยวอะไรอยู่ในปากขณะพูด หากพูดแล้วยังสื่อความหมายไม่ได้ ควรเปลี่ยนประโยค หรือคำพูดไปใช้คำอื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน
ผู้ป่วยโรคมีเนีย จะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นอาการที่พบบ่อยมักพบร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกเกิดขึ้นในทันทีทันใด ระยะเวลาอาจจะอยู่นานกว่า 20 นาทีถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรงแต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนเป็นปกติ ส่วนอาการหูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวร ถ้าเป็นระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเป็นแค่ชั่วคราวหลังจากหายเวียนศีรษะ แล้วการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเวียนบ่อย ๆ หรือเป็นมานานอาการหูอื้อมักจะถาวรบางทีหูหนวกไปเลยก็ได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติร่วมด้วย ผู้ป่วยบางคนจะบอกว่ามีเสียงเหมือนจั๊กจั่นหรือจิ้งหรีดร้อง บางคนก็บอกว่าเหมือนเสียงคำรามอยู่ในหูตลอดเวลา เสียงดังในหูอาจเป็นตลอดเวลา หรือเป็นขณะเวียนศีรษะ ส่วนอาการตึง ๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน เกิดจากแรงดันของน้ำในหูชั้นในที่ผิดปกติ
หูชั้นนอกหมายถึงใบหู รูหู รวมไปถึงแก้วหู การอักเสบของหูชั้นนอกที่พบบ่อย คือการอักเสบของรูหู ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือผื่นแพ้ก็ได้ โดยมากมักเริ่มจากมีความชื้น เช่นน้ำเข้าหูและค้างอยู่ในหู ทำให้มีโอกาสที่เชื้อราหรือแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ก่อให้เกิดอาการอักเสบในรูหู การแคะหูทำให้มีแผลถลอกของรูหู และการติดเชื้อตามมาได้ อาการของหูชั้นนอกอักเสบมักเกิดภายหลังว่ายน้ำหรือแคะหู โดยผู้ป่วยจะมักมีอาการปวดหู หูเป็นน้ำเยิ้ม คล้ายหูแฉะ เป็นอาการหลัก บางรายมีอาการบวมแดงของรูหูและใบหู ซึ่งจะมีอาการหูอื้อตามมา โดยเฉพาะในรายที่มีเชื้อราหรือขี้หูมาก อาจทำให้รูหูอุดตัน ได้ยินไม่ชัด สำหรับการรักษา ส่วนใหญ่จะให้การรักษาตามสาเหตุ การทำความสะอาดหู ดูดหนอง หรือขี้หูออก แล้วเช็ดด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาเพิ่มความเป็นกรดในรูหู จะช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น
หูชั้นกลางจะเป็นโพรงอากาศเล็ก ๆ อยู่ระหว่างแก้วหูและหูชั้นใน โดยภายในหูชั้นกลางจะมีกระดูกฆ้อน ทั่ง โกลน มาต่อเชื่อมกันเพื่อนำเสียงเข้าสู่หูชั้นใน นอกจากนี้ยังมีท่อที่ต่อเชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับจมูก ซึ่งจะทำหน้าที่คอยปรับความดันในหูให้เท่ากับภายนอก การอักเสบของหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็ก ซึ่งมักจะเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนแล้วลามมายังหู การสังเกตหรือคอยติดตามดูอาการจะช่วยให้เราสามารถนำเด็กมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น โดยเด็กมักจะบ่นปวดหู, หูอื้อ มีไข้ขึ้น ภายหลังจากเป็นหวัด ไอมาได้สามสี่วัน ในเด็กเล็กอาจร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ การรักษาส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะกรณีที่อาการปวดมีมาก และไม่ขึ้น ภายหลังให้ยา แพทย์อาจพิจารณาเจาะแก้วหูเป็นรูเล็ก ๆ เพื่อระบายหนองออกและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
เรียนรู้เรื่องการคัดจมูก
อาการคัดหรือแน่นจมูก พบได้บ่อย แม้ว่าส่วนใหญ่ของอาการคัดจมูกจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง นอกจากความสำคัญ แต่สำหรับบางท่าน อาการนี้เป็นต้นเหตุของความรู้สึกไม่สบาย และทำให้คุณภาพชีวิตลดลง การปล่อยให้อาการนี้เรื้อรัง อาจมีผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะข้างเคียง
โครงสร้างของจมูก
จมูกส่วนนอกประกอบด้วยผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อน กระดูก และกระดูกอ่อน ส่วนภายในโพรงจมูกแยกเป็น 2 ช่อง โดยมีผนังกันช่องจมูก(dentum) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่ออ่อน กระดูกอ่อน และกระดูกคั่นที่ด้านข้างของโพรงจมูกแต่ละข้างจะมีกระดูกเล็กๆ (tunbinate) 3 ชิ้นยื่นออก และให้กระดุกชิ้นบนและชิ้นกลางจะมีช่องทางติดต่อกับโพรงอากาศข้างจมูก (ไซนัส) ด้านหลังของโพรงจมูกจะมีรูเปิดของท่อปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางกับภายนอก เยื่อบุภายในโพรงจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกจะทำให้ลมที่หายใจเข้าสะอาดอุ่นและชื้นและยังทำให้ได้กลิ่นด้วย
สาเหตุ
สาเหตุของอาการคัดจมูกอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทอาจคาบเกี่ยวกันและผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีมากกว่า 1 สาเหตุ
การติดเชื้อ โรคหวัดพบบ่อยในเด็ก และพบน้อยลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น โรคหวัดเกิดจากไวรัสต่างๆ ซึ่งแพร่โดยการกระจายทางอากาศ หรือจากมือไปยังจมูกมีผลให้มีการหลั่งสารเคมีอิาตามีน และมีเลือดไปเลี้ยงจมูกเพิ่มขึ้น เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อภายในจมูก และกระตุ้นเยื่อบุจมูกให้สร้างน้ำมูก ยาลดบวมและยาแก้แพ้จะช่วยบรรเทาอาการแต่ในผู้ป่วยบางคนอาจหายได้เอง
ระหว่างที่ติดหวัด จมูกจะมีความต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียของโพรงจมูก และไซนัสข้างเคียง มีผลทำให้น้ำมูกข้นและมีสีเหลืองและเขียว ปวดและกดเจ็บที่แก้มหรือฟันบน ระหว่างหัวตาและหน้าผาก
การติดเชื้อเรื้อรังของไซนัสอาจจะไม่มีอาการปวด แต่อาการคัดจมูกจะยังมีอยู่ และบ่อยครั้งที่มีเสมหะลงคอ บางคนอาจจะมีก้อนริดสีดวงจมูกร่วมด้วย การติดเชื้อของไซนัสอาจแพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้ไอเรื้อรังจากหลอดลมอักเสบ เป็นโรคหอบหืดหรือปอดบวม
การติดเชื้อเฉียบพลันของไซนัสส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยการใช้ยาต้านจุลชีพ แต่ไซนัสอักเสบเรื้อรังอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด
ความผิดปกติทางโครงสร้าง
ความผิดปกติทางโครงสร้างได้แก่ภาวะผิดรูปของจมูกภายนอก ในส่วนที่เป็นกระดูกหรือกระดูกอ่อน เช่น ยุบหรือคด และผนังกันช่องจมูกคด ความผิดปกติดังกล่าวเกิดจากการบาดเจ็บในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต บางครั้งเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ความผิดปกติเหล่านี้ แก้ไขได้ ด้วยการผ่ตัด แต่ทั้งนี้ต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต่อมแอดิบอยด์ (ซึ่งอยู่ที่หลังโพรงจมูก) มีขนาดโต พบบในเด็ก โดยที่เด็กเหล่านี้จะหายใจเสียงดังเวลานอนหลับและกรน ถ้าเป็นอยู่นานเด็กจะหายใจทางปาก มีใบหน้าซึมเศร้า และฝันผิดปกติ ภาวะนี้พบมากในประเทศแถวตะวันตก ในประเทศไทยพบได้พอสมควร การรักษาคือการผ่าตัด
สาเหตุอื่นๆ ได้แก่เนื้องอก และสิ่งแปลกปลอม ในเด็กเล็กหรือคนปัญญาอ่อน อาจใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในโพรงจมูก ทำให้จมูกข้างนั้นมีกลิ่นเหม็น การรักษากระทำโดยการคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออก
โรคภูมิแพ้ของจมูก
ส่วนใหญ่โรคภูมิแพ้ของจมูกเกิดจากสิ่งที่สูดเข้าไป เช่น เกสรดอกไม้ เชื้อราในฝุ่นผง และขนสัตว์ เป็นต้น การสิ่งที่สูดเข้าไปอาจเกิดเป็นฤดูหรือเป็นทั้งปี มีส่วนน้อยเกิดจากการแพ้อาหาร ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้จะมีการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการง่วง ยาอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ คือยาลดบวมในจมูก ยาเหล่านี้ผู้ป่วยไม่ควรซื้อมาใช้เอง เพราะมีผลข้างเคียงต่างๆ
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจเต็นไม่สม่ำเสมอ คอหอยพอกชนิดเป็นพิษ ต้อหิน ชายสูงอายุที่มีต่อมลูกหมากโต และหญิงมีครรภ์ไม่ควรซื้อยาใช้เอง ควรรักษาจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ได้ผลดี ในกรณีทีใช้ยารับประทานไม่ค่อยได้ผล แต่การรักษาต้องใช้เวลานานเป็นแรมปี
เวโซมอเตอร์ ไรไนทิส (Vasomotor Rhinitis)
หลอดเลือดที่เลี้ยงเยื้อบุภายในจมูกมีมากมาย สามารถขยายและหดตัว ปกติหลอดเลือดเหล่านี้จะอยู่ในภาวะกึ่งหดตัว กึ่งขยายตัวเมื่อคนเราออกกำลังกาย ฮอร์โมนแอดริมาสินจะเพิ่มขึ้น เกิดการหดตัวของหลอดเลือดภายในโพรงจมูกทำให้โพรงจมูกโล่ง และคนนั้นหายใจได้สดวก ภาวะตรงข้ามเกิดขึ้นเมื่อเป็นหวัด หรือมีโรคภูมิแพ้
นอกจากโรคภูมิแพ้ และการติดเชื้อแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้หลอดเลือดภายในจมูกเกิดการขยายตัวเกิดการอักเสบแบบเวโซมอเตอร์ ไรไนทิส ภาวะเหล่านี้ได้แก่ภาวะเครียด ต่อมธัยรอยด์ทำหน้าที่น้อยกว่าปกติ การตั้งครรภ์ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลัน การใช้ยาลดอาการบวมภายในโพรงจมูก พ่นจมูกนานเกินไป รวมทั้งสิ่งระคายเคือง เช่น น้ำหอม บุหรี่
การป้องกัน
รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักเพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด
หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภุมิแบบฉับพลัน
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือระคายเคือง เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือควันรถยนต์ และขนสัตว์
งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์
อย่าใช้ยาพ่น หรือหยอดจมูกนานเกิน
ข้อมุลจากโรงพยาบาลไทยนครินทร์
โครงสร้างของจมูก
จมูกส่วนนอกประกอบด้วยผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อน กระดูก และกระดูกอ่อน ส่วนภายในโพรงจมูกแยกเป็น 2 ช่อง โดยมีผนังกันช่องจมูก(dentum) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่ออ่อน กระดูกอ่อน และกระดูกคั่นที่ด้านข้างของโพรงจมูกแต่ละข้างจะมีกระดูกเล็กๆ (tunbinate) 3 ชิ้นยื่นออก และให้กระดุกชิ้นบนและชิ้นกลางจะมีช่องทางติดต่อกับโพรงอากาศข้างจมูก (ไซนัส) ด้านหลังของโพรงจมูกจะมีรูเปิดของท่อปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางกับภายนอก เยื่อบุภายในโพรงจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกจะทำให้ลมที่หายใจเข้าสะอาดอุ่นและชื้นและยังทำให้ได้กลิ่นด้วย
สาเหตุ
สาเหตุของอาการคัดจมูกอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทอาจคาบเกี่ยวกันและผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีมากกว่า 1 สาเหตุ
การติดเชื้อ โรคหวัดพบบ่อยในเด็ก และพบน้อยลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น โรคหวัดเกิดจากไวรัสต่างๆ ซึ่งแพร่โดยการกระจายทางอากาศ หรือจากมือไปยังจมูกมีผลให้มีการหลั่งสารเคมีอิาตามีน และมีเลือดไปเลี้ยงจมูกเพิ่มขึ้น เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อภายในจมูก และกระตุ้นเยื่อบุจมูกให้สร้างน้ำมูก ยาลดบวมและยาแก้แพ้จะช่วยบรรเทาอาการแต่ในผู้ป่วยบางคนอาจหายได้เอง
ระหว่างที่ติดหวัด จมูกจะมีความต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียของโพรงจมูก และไซนัสข้างเคียง มีผลทำให้น้ำมูกข้นและมีสีเหลืองและเขียว ปวดและกดเจ็บที่แก้มหรือฟันบน ระหว่างหัวตาและหน้าผาก
การติดเชื้อเรื้อรังของไซนัสอาจจะไม่มีอาการปวด แต่อาการคัดจมูกจะยังมีอยู่ และบ่อยครั้งที่มีเสมหะลงคอ บางคนอาจจะมีก้อนริดสีดวงจมูกร่วมด้วย การติดเชื้อของไซนัสอาจแพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้ไอเรื้อรังจากหลอดลมอักเสบ เป็นโรคหอบหืดหรือปอดบวม
การติดเชื้อเฉียบพลันของไซนัสส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยการใช้ยาต้านจุลชีพ แต่ไซนัสอักเสบเรื้อรังอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด
ความผิดปกติทางโครงสร้าง
ความผิดปกติทางโครงสร้างได้แก่ภาวะผิดรูปของจมูกภายนอก ในส่วนที่เป็นกระดูกหรือกระดูกอ่อน เช่น ยุบหรือคด และผนังกันช่องจมูกคด ความผิดปกติดังกล่าวเกิดจากการบาดเจ็บในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต บางครั้งเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ความผิดปกติเหล่านี้ แก้ไขได้ ด้วยการผ่ตัด แต่ทั้งนี้ต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต่อมแอดิบอยด์ (ซึ่งอยู่ที่หลังโพรงจมูก) มีขนาดโต พบบในเด็ก โดยที่เด็กเหล่านี้จะหายใจเสียงดังเวลานอนหลับและกรน ถ้าเป็นอยู่นานเด็กจะหายใจทางปาก มีใบหน้าซึมเศร้า และฝันผิดปกติ ภาวะนี้พบมากในประเทศแถวตะวันตก ในประเทศไทยพบได้พอสมควร การรักษาคือการผ่าตัด
สาเหตุอื่นๆ ได้แก่เนื้องอก และสิ่งแปลกปลอม ในเด็กเล็กหรือคนปัญญาอ่อน อาจใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในโพรงจมูก ทำให้จมูกข้างนั้นมีกลิ่นเหม็น การรักษากระทำโดยการคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออก
โรคภูมิแพ้ของจมูก
ส่วนใหญ่โรคภูมิแพ้ของจมูกเกิดจากสิ่งที่สูดเข้าไป เช่น เกสรดอกไม้ เชื้อราในฝุ่นผง และขนสัตว์ เป็นต้น การสิ่งที่สูดเข้าไปอาจเกิดเป็นฤดูหรือเป็นทั้งปี มีส่วนน้อยเกิดจากการแพ้อาหาร ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้จะมีการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการง่วง ยาอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ คือยาลดบวมในจมูก ยาเหล่านี้ผู้ป่วยไม่ควรซื้อมาใช้เอง เพราะมีผลข้างเคียงต่างๆ
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจเต็นไม่สม่ำเสมอ คอหอยพอกชนิดเป็นพิษ ต้อหิน ชายสูงอายุที่มีต่อมลูกหมากโต และหญิงมีครรภ์ไม่ควรซื้อยาใช้เอง ควรรักษาจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ได้ผลดี ในกรณีทีใช้ยารับประทานไม่ค่อยได้ผล แต่การรักษาต้องใช้เวลานานเป็นแรมปี
เวโซมอเตอร์ ไรไนทิส (Vasomotor Rhinitis)
หลอดเลือดที่เลี้ยงเยื้อบุภายในจมูกมีมากมาย สามารถขยายและหดตัว ปกติหลอดเลือดเหล่านี้จะอยู่ในภาวะกึ่งหดตัว กึ่งขยายตัวเมื่อคนเราออกกำลังกาย ฮอร์โมนแอดริมาสินจะเพิ่มขึ้น เกิดการหดตัวของหลอดเลือดภายในโพรงจมูกทำให้โพรงจมูกโล่ง และคนนั้นหายใจได้สดวก ภาวะตรงข้ามเกิดขึ้นเมื่อเป็นหวัด หรือมีโรคภูมิแพ้
นอกจากโรคภูมิแพ้ และการติดเชื้อแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้หลอดเลือดภายในจมูกเกิดการขยายตัวเกิดการอักเสบแบบเวโซมอเตอร์ ไรไนทิส ภาวะเหล่านี้ได้แก่ภาวะเครียด ต่อมธัยรอยด์ทำหน้าที่น้อยกว่าปกติ การตั้งครรภ์ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลัน การใช้ยาลดอาการบวมภายในโพรงจมูก พ่นจมูกนานเกินไป รวมทั้งสิ่งระคายเคือง เช่น น้ำหอม บุหรี่
การป้องกัน
รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักเพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด
หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภุมิแบบฉับพลัน
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือระคายเคือง เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือควันรถยนต์ และขนสัตว์
งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์
อย่าใช้ยาพ่น หรือหยอดจมูกนานเกิน
ข้อมุลจากโรงพยาบาลไทยนครินทร์
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เสียวฟัน
อาการเสียวฟันเป็นอาการที่พบได้บ่อย และเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฟันผุ,มีคราบหินปูนอยู่เยอะ, ฟันสึก, เหงือกร่น.โรคเหงือก ฯลฯ ทั้งนี้อาการสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เสียวฟันเมื่อดื่มน้ำเย็นจัด, เสียวฟันเมื่อรับประทานของหวานๆ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดในระยะสั้นๆ หรือนานๆ ครั้ง ก็เป็นเรื่องปกติของร่างกายครับ ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติ แต่อย่างใด
แต่ถ้าเมื่อใดเกิดการเสียวฟันอย่างผิดปกติ หรือเสียวทุกครั้งที่ดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น, รับประทานของหวาน , ขณะเคี้ยวอาหารทุกครั้ง แล้วก็เป็นนานไม่ยอมหายหรือไม่ยอมทุเลาขึ้น ควรมาพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เสียวฟันนั้นและทำการรักษาหรือกำจัดสาเหตุ นั้นๆให้หมดไป
การรักษาอาการเสียวฟันจะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้ เสียวฟันนั้นๆ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ตรวจ อาจจะต้องตรวจหลายๆอย่างรวมถึงการถ่ายถ่าพรังสีที่ตัวฟัน เพราะการเสียวฟันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก หรือบางครั้งมีมากกว่า 1 สาเหตุร่วมกัน ตัวอย่างการรักษา เช่น อุดฟันที่ผุหรือสึก, ขูดหินปูน, การแก้ไขการสบฟัน การรักษารากฟัน ฯลฯ แต่ถ้าเป็นภาวะเสียวฟันที่เป็นภาวะปกติของร่างกายเรา อย่างที่กล่าวข้างต้น ทันตแพทย์ก็ไม่สามารถจะกำจัดให้หายได้ครับ
ทางที่ดีที่สุดควรไปตรวจสุขภาพช่องปากทุกๆ 6 เดือน เพื่อรับการรักษาหรือแก้ไขสาเหตุ ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกครับ
ทพ. ณพงษ์ พัวพรพงษ์
แต่ถ้าเมื่อใดเกิดการเสียวฟันอย่างผิดปกติ หรือเสียวทุกครั้งที่ดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น, รับประทานของหวาน , ขณะเคี้ยวอาหารทุกครั้ง แล้วก็เป็นนานไม่ยอมหายหรือไม่ยอมทุเลาขึ้น ควรมาพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เสียวฟันนั้นและทำการรักษาหรือกำจัดสาเหตุ นั้นๆให้หมดไป
การรักษาอาการเสียวฟันจะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้ เสียวฟันนั้นๆ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ตรวจ อาจจะต้องตรวจหลายๆอย่างรวมถึงการถ่ายถ่าพรังสีที่ตัวฟัน เพราะการเสียวฟันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก หรือบางครั้งมีมากกว่า 1 สาเหตุร่วมกัน ตัวอย่างการรักษา เช่น อุดฟันที่ผุหรือสึก, ขูดหินปูน, การแก้ไขการสบฟัน การรักษารากฟัน ฯลฯ แต่ถ้าเป็นภาวะเสียวฟันที่เป็นภาวะปกติของร่างกายเรา อย่างที่กล่าวข้างต้น ทันตแพทย์ก็ไม่สามารถจะกำจัดให้หายได้ครับ
ทางที่ดีที่สุดควรไปตรวจสุขภาพช่องปากทุกๆ 6 เดือน เพื่อรับการรักษาหรือแก้ไขสาเหตุ ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกครับ
ทพ. ณพงษ์ พัวพรพงษ์
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง
ลักษณะทั่วไป
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่ม สาวเป็นต้นไป เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และมักจะหายได้เอง แต่อาจเป็นๆ หาย ๆ เรื้อรังได้
สาเหตุ
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน
อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง (ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันหรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดี และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย
การรักษา
1.สังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร แล้วแก้ไขเสีย เช่น ถ้าปวดหลังตอนตื่นนอน ก็อาจเกิดจากที่นอนนุ่มไป หรือนอนเตียงสปริง ก็แก้ไขโดยนอนบนที่แข็งและเรียบแทนถ้าปวดหลังตอนเย็น ก็มักจะเกิดจากการนั่งตัวงอตัวเอียง หรือใส่รองเท้าส้นสูง ก็พยายามนั่งให้ถูกท่า หรือเปลี่ยนเป็นรองเท้าธรรมดาแทน ถ้าอ้วนไป ควรพยายามลดน้ำหนัก
2.ถ้ามีอาการปวดมากให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้ ถ้าไม่หายก็ให้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด จะกินควบกับไดอะซีแพมขนาด 2 มก.ด้วยก็ได้ ถ้ายังไม่หาย อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น เมโทคาร์บา มอล , คาริโซม่า ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6-8 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรนอนที่นอนแข็ง และหมั่นฝึก กายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
3.ถ้าเป็นเรื้อรังหรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอาจต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
อาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และในหมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคไต โรคกษัย และซื้อยาชุด ยาแก้กษัย หรือยาแก้โรคไต กินอย่างผิดๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้นจึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึงสาเหตุของอาการปวดหลัง และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น โดยทั่วไปการปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย
สาเหตุโรคปวดหลัง นั้นมีมากมาย ได้แก่ โดยกำเนิด, อุบัติเหตุ, เนื้องอก, ติดเชื้อ, อักเสบ, โรคเมตาบอลิก, โรคในช่องท้อง, โรค
กระดูกสันหลังเสื่อม แต่สาเหตุที่เป็นกันมาก และ สามารถป้องกันรักษาได้ คือ โรคกระดูกสันหลังเสื่อม น้ำหนักตัวมาก ท่าทางไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุงเอวแอ่นมาก
ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอว แอ่นมากขึ้น ทำให้ช่องทางออก ของเส้นประสาท แคบลง เส้นประสาท ถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลกัน จึงเกิดการเสื่อมของหมอนรอง กระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา
คนที่ลงพุงน้ำหนักที่มากขึ้นกับพุงที่ยื่นมาด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อ หลังต้องออกแรงดึงมากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้
ส่วนในวัยสูงอายุอาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลังเช่นกระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจากตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์ การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา
สาเหตุอื่นๆส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจร่างกาย, เอ็กซเรย์
การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ และนอนบนที่นอนแข็ง
การรักษาที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่
ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหารแต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5หมู่งดเว้นการกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมากเกินความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืนที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมีที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่งที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะมากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศาจากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้องเหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะเข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนักปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อหลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอนควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอสะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
การออกกำลังกายกระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ
--------------------------------------------------------------------------------
ปวดหลัง (Back pain)
จากหน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลินิก ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา
ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติมนุษย์ร้อยละ80 เคยมีประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะบริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิดกับประสาทไขสันหลัง
สาเหตุอาการปวดหลัง
- การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
- ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
- ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
- ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
- การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
- การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
- การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
- อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
- ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต
การป้องกันอาการปวดหลัง
- เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
- หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
- หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
- ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
- บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
- ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีอาการปวดหลัง
- ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตเห็นความผิดปกติ
การบริหารร่างกายป้องกันอาหารปวดหลัง
1.ประโยชน์
ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
2.หลักการ
2.1เป็นการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า–เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้นๆ
3.ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร นอนหงายบนที่ราบ ศีรษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรงวางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลาไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่นของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะเดียวกัน 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศีรษะเข้ามาให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะเดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรงเกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้าของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่ม สาวเป็นต้นไป เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และมักจะหายได้เอง แต่อาจเป็นๆ หาย ๆ เรื้อรังได้
สาเหตุ
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน
อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง (ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันหรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดี และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย
การรักษา
1.สังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร แล้วแก้ไขเสีย เช่น ถ้าปวดหลังตอนตื่นนอน ก็อาจเกิดจากที่นอนนุ่มไป หรือนอนเตียงสปริง ก็แก้ไขโดยนอนบนที่แข็งและเรียบแทนถ้าปวดหลังตอนเย็น ก็มักจะเกิดจากการนั่งตัวงอตัวเอียง หรือใส่รองเท้าส้นสูง ก็พยายามนั่งให้ถูกท่า หรือเปลี่ยนเป็นรองเท้าธรรมดาแทน ถ้าอ้วนไป ควรพยายามลดน้ำหนัก
2.ถ้ามีอาการปวดมากให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้ ถ้าไม่หายก็ให้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด จะกินควบกับไดอะซีแพมขนาด 2 มก.ด้วยก็ได้ ถ้ายังไม่หาย อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น เมโทคาร์บา มอล , คาริโซม่า ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6-8 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรนอนที่นอนแข็ง และหมั่นฝึก กายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
3.ถ้าเป็นเรื้อรังหรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอาจต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
อาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และในหมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคไต โรคกษัย และซื้อยาชุด ยาแก้กษัย หรือยาแก้โรคไต กินอย่างผิดๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้นจึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึงสาเหตุของอาการปวดหลัง และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น โดยทั่วไปการปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย
สาเหตุโรคปวดหลัง นั้นมีมากมาย ได้แก่ โดยกำเนิด, อุบัติเหตุ, เนื้องอก, ติดเชื้อ, อักเสบ, โรคเมตาบอลิก, โรคในช่องท้อง, โรค
กระดูกสันหลังเสื่อม แต่สาเหตุที่เป็นกันมาก และ สามารถป้องกันรักษาได้ คือ โรคกระดูกสันหลังเสื่อม น้ำหนักตัวมาก ท่าทางไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุงเอวแอ่นมาก
ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอว แอ่นมากขึ้น ทำให้ช่องทางออก ของเส้นประสาท แคบลง เส้นประสาท ถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลกัน จึงเกิดการเสื่อมของหมอนรอง กระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา
คนที่ลงพุงน้ำหนักที่มากขึ้นกับพุงที่ยื่นมาด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อ หลังต้องออกแรงดึงมากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้
ส่วนในวัยสูงอายุอาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลังเช่นกระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจากตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์ การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา
สาเหตุอื่นๆส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจร่างกาย, เอ็กซเรย์
การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ และนอนบนที่นอนแข็ง
การรักษาที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่
ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหารแต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5หมู่งดเว้นการกินอาหารที่มีแคลอรี่สูงมากเกินความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืนที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมีที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่งที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะมากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศาจากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้องเหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะเข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนักปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อหลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอนควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอสะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
การออกกำลังกายกระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ
--------------------------------------------------------------------------------
ปวดหลัง (Back pain)
จากหน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลินิก ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา
ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติมนุษย์ร้อยละ80 เคยมีประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะบริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิดกับประสาทไขสันหลัง
สาเหตุอาการปวดหลัง
- การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
- ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
- ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
- ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
- การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
- การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
- การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
- อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
- ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต
การป้องกันอาการปวดหลัง
- เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
- หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
- หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
- ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
- บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
- ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีอาการปวดหลัง
- ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตเห็นความผิดปกติ
การบริหารร่างกายป้องกันอาหารปวดหลัง
1.ประโยชน์
ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
2.หลักการ
2.1เป็นการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า–เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้นๆ
3.ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่านเตรียมบริหาร นอนหงายบนที่ราบ ศีรษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรงวางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลาไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่นของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะเดียวกัน 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศีรษะเข้ามาให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะเดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรงเกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้าของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
แก้ปวดหัวไม่ต้องพึ่งยา
อาการปวดหัวนั้น ไม่จำเป็นที่คุณต้องพึ่งยาเสมอไป ลองมาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติดูก่อนดีไหมครับ
1. บำบัดด้วยน้ำ
วางถุงน้ำแข็งบนหน้าผาก หรือจะใช้ผ้าเย็น ๆ โพกศีรษะก็ได้ค่ะทำไปพร้อมกับการแช่เท้าในน้ำอุ่น ค่อย ๆเพิ่มความร้อนของน้ำขึ้น ใช้เวลา 15-20 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลงครับ
2. งดอาหาร
อาหารแสลงบางชนิด เช่น เนื้อรมควัน ชอคโกแล็ค ผงชูรส ไส้กรอก เบคอน และ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มักเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้
3. ใช้วิตามิน
การขาดวิตามิน B- COMPLEX อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ลองมองหาอาหารที่มี วิตามินบีมาก ๆ เช่น ผักโขม กะหล่ำปลีข้าวซ้อมมือ และอาหารธัญพืชต่าง ๆ
4. ขิง
มีงานวิจัยพบว่า ขิงมีคุณสมบัติในการแก้ไมเกรน หากมีอาการปวดหัวในช่วงบ่าย ๆ ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว ถ้าไม่สะดวกจะต้มเอง ขืงผงบรรจุซอง ก็สะดวกดีครับ
5. น้ำมันหอม
น้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดความกระวนกระวายใจได้ ลองนำมานวดบริเวณขมับ ไรผม และต้นคอ จะช่วยผ่อนคลายได้
6. นวด
การนวดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ หาใครสักคนมาคอยนวดที่ต้นคอและช่วงไหล่หรือจะนวดเองก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดครับ
7. ไปเดินเล่นสักห้านาที
การเดินเล่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินส์ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขนานเอก
8. ดนตรีบำบัด
ถ้าคุณปวดหัวจากความเครียด ในทางการแพทย์ค้นพบว่า ดนตรีช่วยบำบัด อาการได้ โดยเฉพาะดนตรีทีมีท่วงทำนองเรียบง่ายฟังสบาย ๆ อาจมีสรรพเสียง ของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้องเกลียวคลื่น เสียงนก หรือลมฝน จะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบนิ่งขึ้นช่วยลดความตึงเครียดได้
เป็นวิธีแก้อาการปวดหัว แบบธรรมชาตกันจริงๆ ใครชอบแบบไหนก็ลองทำดูนะคะ รับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ก็ถึงเวลาที่คุณควรไปพบแพทย์แล้วล่ะครับ
ปวดหัวจากความเครียด
มีอาการปวดบริเวณรอบศีรษะ รู้สึกมมึนๆเหมือนสมองถูกบีบ มักเกิดจากความเครียดหรืออาการอ่อนเพลีย การพักผ่อนให้เพียงพอหรือนวดบริเวณต้นคอและขมับจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ หรือจะใช้วิธีการฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ และหายใจลึกๆและสำหรับการทำงานที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ควรจะหยุดพักเป็นระยะๆ รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ค่ะ
ปวดหัวจากแอลกฮอล์
มักมีอาการปวดบริเวณเบ้าตา ,ถ้าคืนไหนคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์มากเกินไปก่อนเข้านอนควรจะดื่มน้ำตามมากๆด้วยเนื่องจากน้ำจะช่วยต้านฤทธิ์ของแอลกฮอล์ได้ส่วนรุ่งเช้าควรดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากเมาค้างได้
ปวดหัวจากไซนัส
จะมีอาการปวดบริเวณดั้งจมูกและเบ้าตาวิธีการบรรเทาอาการปวดหัวแบบนี้ ต้องพึ่งยาลดน้ำมูก เพื่อให้จมูกโล่ง หรืออาจจะใช้วิธีประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น การจิบเครื่องดื่มอุ่นๆก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคุณมีไข้ ควรจะหาหมอด้วยนะครับ
ปวดหัวจากคาเฟอีน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆบริเวณด้านบนของศีรษะอาการส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับปวดหัวที่เกิดจากความเครียด ถ้าคุณปวดหัวแบบนี้ การพักผ่อนให้เต็มอิ่ม จะช่วยได้ดีทีเดียว การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และการนอนเป็นเวลาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปวดหัวชนิดนี้ได้แต่ถ้าคุณติดกาแฟ ก็ควรจะดื่มให้เป็นเวลา(เวลาเดียวกันทุกวัน) และดื่มเพียงวันละ1-2 แก้ว จะดีกว่า
ปวดแบบไมเกรน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆ บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่งบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนนั้น เชื่อว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาหารบางชนิดอาจทำให้บางคนเกิดอาการไมเกรนกำเริบมากขึ้นได้ เช่น ไวน์แดง เนื้อสัตว์แปรรูป ผงชูรสการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่นร้อนอบอ้าวเกินไปความหิว ความตื่นเต้น การเดินทางหลายๆแห่งในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดไมเกรนได้คนที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่าเกิดจากปัจจัยอะไรจะได้หลีกเลี่ยงได้ การเข้านอนเป็นเวลา และหลับให้เต็มตา จะช่วยผ่อนคลายอาการไมเกรนได้ ส่วนเซ็กส์ที่สุขสมนั้น มีงานวิจัยยืนยันว่า เป็นยาขนานเอกในการบำบัดอาการไมเกรนกันทีเดียว
คนที่มีอาการปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวบ่อยๆ นักวิจัยเขาแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Tyramines และ Nitrite เพราะบางคนอาจจะมีความไวต่อสารสองชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้
ช็อกโกแลต ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน จะมีอาการกำเริบขึ้นทุกครั้งที่กินช็อกโกแลต คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลต อย่าเพิ่งเศร้าใจนะคะ เพราะนักวิจัยเขาบอกต่ออีกว่า ช็อกโกแลตชนิดขาวกินได้ไม่ทำให้ปวดหัวหรอกครับ
ไวน์แดง ผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มไวน์แดง จะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มวอดก้ามะนาว ซึ่งไม่เกิดอาการดังกล่าว ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงไวน์แดงจะดีกว่า
กุนเชียง เนื้อแดดเดียว เป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทำให้มีสีแดงโดยเติมดินประสิวลงไป ซึ่งก็คือสาร Nitrite ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการปวดหัวได้
ลูกชิ้นเด้งทั้งหลาย ผู้ผลิตบางรายจะใส่สารบอแร็กซ์ ซึ่งเป็นสารอันตราย ทำให้บางคนเกิดอาการปวดหัว คลื่นใส้ และอาเจียนได้
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สำหรับคนที่มีอาการปวดหัวเรื้องรัง ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลการวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการกำเริบขึ้นเมื่อกินสารชนิดนี้เข้าไป
แม้อาการปวดหัว อาจจะไม่ได้เกิดจากอาหารเหล่านี้โดยตรง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าครับ..
1. บำบัดด้วยน้ำ
วางถุงน้ำแข็งบนหน้าผาก หรือจะใช้ผ้าเย็น ๆ โพกศีรษะก็ได้ค่ะทำไปพร้อมกับการแช่เท้าในน้ำอุ่น ค่อย ๆเพิ่มความร้อนของน้ำขึ้น ใช้เวลา 15-20 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลงครับ
2. งดอาหาร
อาหารแสลงบางชนิด เช่น เนื้อรมควัน ชอคโกแล็ค ผงชูรส ไส้กรอก เบคอน และ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มักเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้
3. ใช้วิตามิน
การขาดวิตามิน B- COMPLEX อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ลองมองหาอาหารที่มี วิตามินบีมาก ๆ เช่น ผักโขม กะหล่ำปลีข้าวซ้อมมือ และอาหารธัญพืชต่าง ๆ
4. ขิง
มีงานวิจัยพบว่า ขิงมีคุณสมบัติในการแก้ไมเกรน หากมีอาการปวดหัวในช่วงบ่าย ๆ ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว ถ้าไม่สะดวกจะต้มเอง ขืงผงบรรจุซอง ก็สะดวกดีครับ
5. น้ำมันหอม
น้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดความกระวนกระวายใจได้ ลองนำมานวดบริเวณขมับ ไรผม และต้นคอ จะช่วยผ่อนคลายได้
6. นวด
การนวดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ หาใครสักคนมาคอยนวดที่ต้นคอและช่วงไหล่หรือจะนวดเองก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดครับ
7. ไปเดินเล่นสักห้านาที
การเดินเล่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินส์ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขนานเอก
8. ดนตรีบำบัด
ถ้าคุณปวดหัวจากความเครียด ในทางการแพทย์ค้นพบว่า ดนตรีช่วยบำบัด อาการได้ โดยเฉพาะดนตรีทีมีท่วงทำนองเรียบง่ายฟังสบาย ๆ อาจมีสรรพเสียง ของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้องเกลียวคลื่น เสียงนก หรือลมฝน จะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบนิ่งขึ้นช่วยลดความตึงเครียดได้
เป็นวิธีแก้อาการปวดหัว แบบธรรมชาตกันจริงๆ ใครชอบแบบไหนก็ลองทำดูนะคะ รับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ก็ถึงเวลาที่คุณควรไปพบแพทย์แล้วล่ะครับ
ปวดหัวจากความเครียด
มีอาการปวดบริเวณรอบศีรษะ รู้สึกมมึนๆเหมือนสมองถูกบีบ มักเกิดจากความเครียดหรืออาการอ่อนเพลีย การพักผ่อนให้เพียงพอหรือนวดบริเวณต้นคอและขมับจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ หรือจะใช้วิธีการฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ และหายใจลึกๆและสำหรับการทำงานที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ควรจะหยุดพักเป็นระยะๆ รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ค่ะ
ปวดหัวจากแอลกฮอล์
มักมีอาการปวดบริเวณเบ้าตา ,ถ้าคืนไหนคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์มากเกินไปก่อนเข้านอนควรจะดื่มน้ำตามมากๆด้วยเนื่องจากน้ำจะช่วยต้านฤทธิ์ของแอลกฮอล์ได้ส่วนรุ่งเช้าควรดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากเมาค้างได้
ปวดหัวจากไซนัส
จะมีอาการปวดบริเวณดั้งจมูกและเบ้าตาวิธีการบรรเทาอาการปวดหัวแบบนี้ ต้องพึ่งยาลดน้ำมูก เพื่อให้จมูกโล่ง หรืออาจจะใช้วิธีประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น การจิบเครื่องดื่มอุ่นๆก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคุณมีไข้ ควรจะหาหมอด้วยนะครับ
ปวดหัวจากคาเฟอีน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆบริเวณด้านบนของศีรษะอาการส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับปวดหัวที่เกิดจากความเครียด ถ้าคุณปวดหัวแบบนี้ การพักผ่อนให้เต็มอิ่ม จะช่วยได้ดีทีเดียว การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และการนอนเป็นเวลาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปวดหัวชนิดนี้ได้แต่ถ้าคุณติดกาแฟ ก็ควรจะดื่มให้เป็นเวลา(เวลาเดียวกันทุกวัน) และดื่มเพียงวันละ1-2 แก้ว จะดีกว่า
ปวดแบบไมเกรน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆ บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่งบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนนั้น เชื่อว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาหารบางชนิดอาจทำให้บางคนเกิดอาการไมเกรนกำเริบมากขึ้นได้ เช่น ไวน์แดง เนื้อสัตว์แปรรูป ผงชูรสการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่นร้อนอบอ้าวเกินไปความหิว ความตื่นเต้น การเดินทางหลายๆแห่งในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดไมเกรนได้คนที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่าเกิดจากปัจจัยอะไรจะได้หลีกเลี่ยงได้ การเข้านอนเป็นเวลา และหลับให้เต็มตา จะช่วยผ่อนคลายอาการไมเกรนได้ ส่วนเซ็กส์ที่สุขสมนั้น มีงานวิจัยยืนยันว่า เป็นยาขนานเอกในการบำบัดอาการไมเกรนกันทีเดียว
คนที่มีอาการปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวบ่อยๆ นักวิจัยเขาแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Tyramines และ Nitrite เพราะบางคนอาจจะมีความไวต่อสารสองชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้
ช็อกโกแลต ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน จะมีอาการกำเริบขึ้นทุกครั้งที่กินช็อกโกแลต คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลต อย่าเพิ่งเศร้าใจนะคะ เพราะนักวิจัยเขาบอกต่ออีกว่า ช็อกโกแลตชนิดขาวกินได้ไม่ทำให้ปวดหัวหรอกครับ
ไวน์แดง ผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มไวน์แดง จะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มวอดก้ามะนาว ซึ่งไม่เกิดอาการดังกล่าว ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงไวน์แดงจะดีกว่า
กุนเชียง เนื้อแดดเดียว เป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทำให้มีสีแดงโดยเติมดินประสิวลงไป ซึ่งก็คือสาร Nitrite ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการปวดหัวได้
ลูกชิ้นเด้งทั้งหลาย ผู้ผลิตบางรายจะใส่สารบอแร็กซ์ ซึ่งเป็นสารอันตราย ทำให้บางคนเกิดอาการปวดหัว คลื่นใส้ และอาเจียนได้
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สำหรับคนที่มีอาการปวดหัวเรื้องรัง ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลการวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการกำเริบขึ้นเมื่อกินสารชนิดนี้เข้าไป
แม้อาการปวดหัว อาจจะไม่ได้เกิดจากอาหารเหล่านี้โดยตรง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าครับ..
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ดื่มชา ต้องระวัง
เราทราบกันดีว่าฟลูออไรด์เป็นสารที่ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง แต่การที่ได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อกระดูกและฟันเช่นกัน
ได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Washington University School of Medicine ในเมือง St. Louis พบว่าการดื่มชาในปริมาณมากๆ อาจจะทำให้เกิดอาการปวดกระดูก เนื่องมาจากระดับฟลูออไรด์ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลเสียต่ออกระดูกและฟันได้
โดยปกติปริมาณระดับฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในน้ำดื่ม สถาบัน Environmental Protection Agency จะอนุญาติไม่ให้เกิน 4 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และ องค์การอาหารและยาก็จะอนุญาติไม่ให้เกิน 2.4 ppm แต่ทีมนักวิจัยนี้ได้พบว่าในน้ำชาบางชนิดจะมีปริมาณฟลูออไรด์มากถึง 6.5 ppm
ทั้งนี้นักวิจัยได้ระบุว่าเหตุผลที่ผู้หญิงวัยกลางคนที่มีอาการปวดกระดูกสันหลัง อาจจะเป็นเพราะพวกเขานิยมดื่มน้ำชาเข้มข้นวันละ 1-2 แกลลอนก็ได้
จากงานวิจัยในวารสาร The American Journal of Medicine พบอาการปวดกระดูกในผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาในประเทศจีนและทิเบต
เป็นที่ทราบกันว่าต้นชาจะสะสมฟลูออไรด์จากดินและน้ำที่ได้รับ แต่นักวิจัยก็ไม่ทราบได้ว่าชาแต่ละยี่ห้อ และที่ปลูกในแต่ละปี จะมีปริมาณสะสมของฟลูออไรด์แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ยังไงก็ยังไม่มีใครมาศึกษาระดับปริมาณฟลูออไรด์ในชาที่ขายในตลาดเมืองไทยจึงไม่ทราบว่าเกินมากน้อยอย่างไร
ได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Washington University School of Medicine ในเมือง St. Louis พบว่าการดื่มชาในปริมาณมากๆ อาจจะทำให้เกิดอาการปวดกระดูก เนื่องมาจากระดับฟลูออไรด์ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลเสียต่ออกระดูกและฟันได้
โดยปกติปริมาณระดับฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในน้ำดื่ม สถาบัน Environmental Protection Agency จะอนุญาติไม่ให้เกิน 4 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และ องค์การอาหารและยาก็จะอนุญาติไม่ให้เกิน 2.4 ppm แต่ทีมนักวิจัยนี้ได้พบว่าในน้ำชาบางชนิดจะมีปริมาณฟลูออไรด์มากถึง 6.5 ppm
ทั้งนี้นักวิจัยได้ระบุว่าเหตุผลที่ผู้หญิงวัยกลางคนที่มีอาการปวดกระดูกสันหลัง อาจจะเป็นเพราะพวกเขานิยมดื่มน้ำชาเข้มข้นวันละ 1-2 แกลลอนก็ได้
จากงานวิจัยในวารสาร The American Journal of Medicine พบอาการปวดกระดูกในผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาในประเทศจีนและทิเบต
เป็นที่ทราบกันว่าต้นชาจะสะสมฟลูออไรด์จากดินและน้ำที่ได้รับ แต่นักวิจัยก็ไม่ทราบได้ว่าชาแต่ละยี่ห้อ และที่ปลูกในแต่ละปี จะมีปริมาณสะสมของฟลูออไรด์แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ยังไงก็ยังไม่มีใครมาศึกษาระดับปริมาณฟลูออไรด์ในชาที่ขายในตลาดเมืองไทยจึงไม่ทราบว่าเกินมากน้อยอย่างไร
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคตับแข็ง
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ
โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการอักเสบหรืออันตรายต่อตับ
เนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล
"ตับ ไต ไส้ พุง" อวัยวะภายในที่สำคัญๆ ของเราทั้งนั้น โดยเฉพาะตับมีความสำคัญต่อร่างกายและสุขภาพของเราอย่างมาก
หน้าที่ของตับเปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ที่คอยจัดการกับสารอาหารต่างๆ เมื่อคนเรากินเข้าไป ตับจะสลายและสร้างสารตัวใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ขณะเดียวกันสารต่างๆ ที่ร่างกายใช้ไปแล้ว จะกลับมาเผาผลาญที่ตับ เพื่อขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย
ตับยังทำหน้าที่อย่างดีเพื่อดูแลสุขภาพของเรา เช่น ขจัดสารพิษหรือเชื้อโรคออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ทำหน้าที่สร้างน้ำดี ซึ่งมีบทบาทในการดูดซึม ไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมันให้กับร่างกาย
ลองนึกดูว่าถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่ดูแลตับให้ดี สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร และนำไปสู่โรคร้ายที่เกิดกับตับได้หลายโรคด้วยกัน โดยเฉพาะโรคตับแข็ง
รู้จักโรคตับแข็ง
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการ อักเสบหรืออันตรายต่อตับ เนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล ซึ่งจะทำให้ไปเบียดเนื้อ ตับที่ดี และทำให้เลือดไปเลี้ยงตับน้อยลง ถ้ามีการทำลาย เซลล์ตับอย่างเรื้อรังจนมีพังผืดเกิดขึ้นมาก เนื้อตับที่เคยนุ่มจะค่อยๆ แข็งขึ้น จนกลายเป็น ตับแข็ง ในที่สุด ส่งผลให้สมรรถภาพการทำงานของตับลดลง ซึ่งนำมาสู่สุขภาพร่างกายแย่ลงด้วย
สาเหตุที่เซลล์ตับถูกทำลายมีอยู่หลายประการ ที่พบบ่อยมากมักจะเกิดจากการดื่มเหล้าจัดติดต่อกันเป็น เวลานาน ซึ่งแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือสุราเมื่อดื่มไปมากๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จึงเกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง นอกจากนี้ ภาวะตับแข็งยังอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี หรือการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันนานๆ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยารักษาวัณโรคบางชนิด หรืออาจเป็นเพราะการเจ็บป่วย ด้วยโรคบางอย่าง ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ด้วย เช่น โรคทาลัสซีเมีย อ้วน เบาหวาน ภาวะทางเดินน้ำดีอุดกั้น ภาวะหัวใจเรื้อรัง และภาวะขาดอาหาร
คนเป็นโรคตับแข็งในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน อาจมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย จึงไม่ค่อยรู้สึกตัวว่ามีความผิดปกติที่ตับ ต่อมาจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบางครั้งน้ำหนักลด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย เนื้อตัวและนัยน์ตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี จึงมีการสะสมน้ำดีตาม ผิวหนังจนมีสีออกเหลืองๆ และยังทำให้มีอาการคันตามตัวได้ ความรู้สึกทางเพศลดลง ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง
เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังดื่มเหล้าจัด จะมีอาการท้องมาน เท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน (albumin) ซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันน้ำในหลอดเลือดได้เพียงพอ พังผืดที่ดึงรั้งในตับก็จะมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ มีแรงดันในเลือดเพิ่มมากขึ้น เกิดการแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ ซึ่งจะเปราะบาง และแตกได้ง่าย เห็นเป็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง เกิดหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารและขา ซึ่งอาจจะแตก ทำให้อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ทำให้เสียเลือดมาก อาจจะช็อกถึงตายได้ ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้ที่เรียกว่าตับวาย ก็จะเกิดอาการทาง สมอง ซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว (Hepatic encephalopathy) จนหมดสติได้
โรคตับแข็งนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะเซลล์ตับที่ถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถชะลอหรือหยุดการทำลายตับได้ ถ้าเป็นตับแข็งระยะเริ่มแรก และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ซึ่งจะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน ๕-๑๐ ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็จะมีชีวิตสั้น อาจอยู่ได้ ๒-๕ ปี
อาหารกับโรคตับแข็ง
ตามธรรมชาติของร่างกาย การเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึมของสารอาหารต่างๆ มักเกิดขึ้นที่ตับเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ โดยเฉพาะเนื้อตับที่ถูกทำลายอย่างตับแข็ง ทำให้สารอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไปไม่ถูกเผาผลาญและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ร่างกายจึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
คนเป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่จึงมักมีปัญหาการขาดโปรตีนและพลังงาน
สังเกตได้จากคนเป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่จะผอมแห้ง มีกล้ามเนื้อน้อย ในบางคนอาจมีลักษณะหนังหุ้มกระดูก
ดังนั้น แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะโรคตับแข็งก็ควรใส่ใจกินอาหารให้หลากหลายและครบหมวดหมู่ อาหารพวกแป้ง ผัก ผลไม้สด และอาหารพวกโปรตีนเป็นประจำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
แต่ควรระมัดระวังอาหารจำพวกไขมัน ควรกิน ให้น้อยลงกว่าปกติ เนื่องจากตับย่อยไขมันได้น้อยลง ควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ให้ใช้ไขมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ที่มีกรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิก ถ้าร่างกายมีปัญหามากในการย่อยไขมัน อาจต้องประกอบอาหารด้วยไขมันที่มีห่วงโซ่ขนาดกลาง ที่เรียก ว่า เอ็ม-ซี-ที (MCT = Medium chain triglyceride) ซึ่งพบมากในน้ำมันมะพร้าว เพราะน้ำมันชนิดนี้เมื่อกินเข้า ไปไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีมาช่วยย่อย (น้ำดีสร้างมาจากตับถ้าตับเสื่อมลงก็ไม่สามารถสร้างได้)
ผู้ป่วยโรคตับควรได้รับพลังงานให้เพียงพอ เพราะมีความสำคัญที่จะทำให้โปรตีนที่กินเข้าไปได้ใช้ประโยชน์ อย่างเต็มที่ในการสร้างสารที่จำเป็น แหล่งพลังงาน จากอาหารที่สำคัญควรได้มาจากอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกข้าวและแป้งเป็นหลัก ซึ่งดีกว่าได้พลังงานจาก ไขมันหรือน้ำตาล ถ้าให้ดีควรกินคาร์โบไฮเดรตประเภทเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
ในระยะแรกของการเป็นตับแข็งที่ยังไม่มีภาวะตับวาย สามารถกินปริมาณของโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้ไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป คือประมาณวันละ ๖-๑๒ ช้อนกินข้าว แต่ถ้าเป็นตับแข็งที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย หรือตับมีการเสื่อมลงอย่างมาก การกินโปรตีน มากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากของเสียที่ได้จากการสลายโปรตีน คือแอมโมเนีย ไม่สามารถ ขับออกได้เนื่องจากภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีผลเสียต่อสมอง ดังนั้น ควรที่จะลดอาหารพวกโปรตีนลงให้เหลือวันละ ๒-๓ ช้อนกินข้าวเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องควบคุมปริมาณโปรตีนเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดการขาดสารอาหารอย่างมาก และสุขภาพของร่างกายแย่ลง แพทย์อาจจะสั่งให้กินโปรตีนชนิดพิเศษ ที่เรียกว่ากรดอะมิโนโซ่กิ่ง (branched chain amino acid) เพิ่มขึ้น
อาการเบื่ออาหาร ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ลง เป็นอาการที่พบทั่วไปในคนที่เป็นโรคตับแข็ง เนื่องจากมีการย่อยและดูดซึมอาหารผิดปกติ จึงควรกินอาหารบ่อยขึ้น เพื่อทำให้ร่างกาย ได้รับอาหารเพียงพอ กินอาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุกโดยเฉพาะอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้น เช่น ถั่วป่น พริกป่น ที่เป็นแหล่งของสารอะฟลา-ท็อกซิน ทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้น และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น
ถ้าคนเป็นโรคตับแข็งมีท้องมานและบวมหลัง เท้า แนะนำให้จำกัดเกลือและลดอาหารเค็ม โดยการหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ จำพวกน้ำปลา ซีอิ๊ว ในขณะที่กินอาหาร ลดการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูป จำพวก ไส้กรอก หมูยอ เป็นต้น เพราะอาหารที่ผ่านการแปรรูปเหล่านี้มักมีการเติมสารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตอาหาร และควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ ที่สำคัญคือ ต้องระวังไม่ดื่มน้ำมากเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรเกิน ๖ แก้วต่อวัน หรืออาจต้องลดมากกว่านี้ถ้ามีอาการบวมมาก หรืออาจต้องกินยาขับปัสสาวะตามที่แพทย์สั่งด้วย
ที่สำคัญที่สุดคนเป็นโรคตับแข็ง ต้องเลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมิให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ ถูกทำลายมากขึ้น
ตับเป็นแหล่งเผาผลาญที่สำคัญของแอลกอฮอล์ ตับจึงเป็นอวัยวะที่ได้รับพิษจากเหล้ามากที่สุด อาการของตับแข็งจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานและมีชีวิตสั้นลง
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจจะเป็นพิษต่อตับด้วย เช่น การซื้อยากินเอง กินยาเกินขนาด เพราะยาส่วนใหญ่ถูกทำลายที่ตับ อาจทำให้ภาวะตับแย่ลงกว่าเดิมได้
คนมีอาการตับแข็งอาจต้องกินวิตามินและเกลือแร่เสริม ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เนื่องจากตับเป็นแหล่งสะสม เปลี่ยนและเผาผลาญสารต่างๆ ถ้าตับเสียไป ร่างกายก็จะขาดสารเหล่านั้นได้
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการรู้จักดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้าอยู่ในภาวะโรคนี้แล้ว การใส่ใจและรู้จักกินอาหารให้เหมาะสมและปฏิบัติตนให้ดี ก็จะช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้อย่างดี
โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการอักเสบหรืออันตรายต่อตับ
เนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล
"ตับ ไต ไส้ พุง" อวัยวะภายในที่สำคัญๆ ของเราทั้งนั้น โดยเฉพาะตับมีความสำคัญต่อร่างกายและสุขภาพของเราอย่างมาก
หน้าที่ของตับเปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ที่คอยจัดการกับสารอาหารต่างๆ เมื่อคนเรากินเข้าไป ตับจะสลายและสร้างสารตัวใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ขณะเดียวกันสารต่างๆ ที่ร่างกายใช้ไปแล้ว จะกลับมาเผาผลาญที่ตับ เพื่อขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย
ตับยังทำหน้าที่อย่างดีเพื่อดูแลสุขภาพของเรา เช่น ขจัดสารพิษหรือเชื้อโรคออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ทำหน้าที่สร้างน้ำดี ซึ่งมีบทบาทในการดูดซึม ไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมันให้กับร่างกาย
ลองนึกดูว่าถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่ดูแลตับให้ดี สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร และนำไปสู่โรคร้ายที่เกิดกับตับได้หลายโรคด้วยกัน โดยเฉพาะโรคตับแข็ง
รู้จักโรคตับแข็ง
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการ อักเสบหรืออันตรายต่อตับ เนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล ซึ่งจะทำให้ไปเบียดเนื้อ ตับที่ดี และทำให้เลือดไปเลี้ยงตับน้อยลง ถ้ามีการทำลาย เซลล์ตับอย่างเรื้อรังจนมีพังผืดเกิดขึ้นมาก เนื้อตับที่เคยนุ่มจะค่อยๆ แข็งขึ้น จนกลายเป็น ตับแข็ง ในที่สุด ส่งผลให้สมรรถภาพการทำงานของตับลดลง ซึ่งนำมาสู่สุขภาพร่างกายแย่ลงด้วย
สาเหตุที่เซลล์ตับถูกทำลายมีอยู่หลายประการ ที่พบบ่อยมากมักจะเกิดจากการดื่มเหล้าจัดติดต่อกันเป็น เวลานาน ซึ่งแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือสุราเมื่อดื่มไปมากๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จึงเกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง นอกจากนี้ ภาวะตับแข็งยังอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี หรือการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันนานๆ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยารักษาวัณโรคบางชนิด หรืออาจเป็นเพราะการเจ็บป่วย ด้วยโรคบางอย่าง ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ด้วย เช่น โรคทาลัสซีเมีย อ้วน เบาหวาน ภาวะทางเดินน้ำดีอุดกั้น ภาวะหัวใจเรื้อรัง และภาวะขาดอาหาร
คนเป็นโรคตับแข็งในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน อาจมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย จึงไม่ค่อยรู้สึกตัวว่ามีความผิดปกติที่ตับ ต่อมาจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบางครั้งน้ำหนักลด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย เนื้อตัวและนัยน์ตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี จึงมีการสะสมน้ำดีตาม ผิวหนังจนมีสีออกเหลืองๆ และยังทำให้มีอาการคันตามตัวได้ ความรู้สึกทางเพศลดลง ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง
เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังดื่มเหล้าจัด จะมีอาการท้องมาน เท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน (albumin) ซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันน้ำในหลอดเลือดได้เพียงพอ พังผืดที่ดึงรั้งในตับก็จะมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ มีแรงดันในเลือดเพิ่มมากขึ้น เกิดการแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ ซึ่งจะเปราะบาง และแตกได้ง่าย เห็นเป็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง เกิดหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารและขา ซึ่งอาจจะแตก ทำให้อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ทำให้เสียเลือดมาก อาจจะช็อกถึงตายได้ ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้ที่เรียกว่าตับวาย ก็จะเกิดอาการทาง สมอง ซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว (Hepatic encephalopathy) จนหมดสติได้
โรคตับแข็งนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะเซลล์ตับที่ถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถชะลอหรือหยุดการทำลายตับได้ ถ้าเป็นตับแข็งระยะเริ่มแรก และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ซึ่งจะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน ๕-๑๐ ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็จะมีชีวิตสั้น อาจอยู่ได้ ๒-๕ ปี
อาหารกับโรคตับแข็ง
ตามธรรมชาติของร่างกาย การเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึมของสารอาหารต่างๆ มักเกิดขึ้นที่ตับเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ โดยเฉพาะเนื้อตับที่ถูกทำลายอย่างตับแข็ง ทำให้สารอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไปไม่ถูกเผาผลาญและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ร่างกายจึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
คนเป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่จึงมักมีปัญหาการขาดโปรตีนและพลังงาน
สังเกตได้จากคนเป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่จะผอมแห้ง มีกล้ามเนื้อน้อย ในบางคนอาจมีลักษณะหนังหุ้มกระดูก
ดังนั้น แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะโรคตับแข็งก็ควรใส่ใจกินอาหารให้หลากหลายและครบหมวดหมู่ อาหารพวกแป้ง ผัก ผลไม้สด และอาหารพวกโปรตีนเป็นประจำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
แต่ควรระมัดระวังอาหารจำพวกไขมัน ควรกิน ให้น้อยลงกว่าปกติ เนื่องจากตับย่อยไขมันได้น้อยลง ควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ให้ใช้ไขมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ที่มีกรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิก ถ้าร่างกายมีปัญหามากในการย่อยไขมัน อาจต้องประกอบอาหารด้วยไขมันที่มีห่วงโซ่ขนาดกลาง ที่เรียก ว่า เอ็ม-ซี-ที (MCT = Medium chain triglyceride) ซึ่งพบมากในน้ำมันมะพร้าว เพราะน้ำมันชนิดนี้เมื่อกินเข้า ไปไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีมาช่วยย่อย (น้ำดีสร้างมาจากตับถ้าตับเสื่อมลงก็ไม่สามารถสร้างได้)
ผู้ป่วยโรคตับควรได้รับพลังงานให้เพียงพอ เพราะมีความสำคัญที่จะทำให้โปรตีนที่กินเข้าไปได้ใช้ประโยชน์ อย่างเต็มที่ในการสร้างสารที่จำเป็น แหล่งพลังงาน จากอาหารที่สำคัญควรได้มาจากอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกข้าวและแป้งเป็นหลัก ซึ่งดีกว่าได้พลังงานจาก ไขมันหรือน้ำตาล ถ้าให้ดีควรกินคาร์โบไฮเดรตประเภทเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต
ในระยะแรกของการเป็นตับแข็งที่ยังไม่มีภาวะตับวาย สามารถกินปริมาณของโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้ไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป คือประมาณวันละ ๖-๑๒ ช้อนกินข้าว แต่ถ้าเป็นตับแข็งที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย หรือตับมีการเสื่อมลงอย่างมาก การกินโปรตีน มากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากของเสียที่ได้จากการสลายโปรตีน คือแอมโมเนีย ไม่สามารถ ขับออกได้เนื่องจากภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีผลเสียต่อสมอง ดังนั้น ควรที่จะลดอาหารพวกโปรตีนลงให้เหลือวันละ ๒-๓ ช้อนกินข้าวเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องควบคุมปริมาณโปรตีนเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดการขาดสารอาหารอย่างมาก และสุขภาพของร่างกายแย่ลง แพทย์อาจจะสั่งให้กินโปรตีนชนิดพิเศษ ที่เรียกว่ากรดอะมิโนโซ่กิ่ง (branched chain amino acid) เพิ่มขึ้น
อาการเบื่ออาหาร ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ลง เป็นอาการที่พบทั่วไปในคนที่เป็นโรคตับแข็ง เนื่องจากมีการย่อยและดูดซึมอาหารผิดปกติ จึงควรกินอาหารบ่อยขึ้น เพื่อทำให้ร่างกาย ได้รับอาหารเพียงพอ กินอาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุกโดยเฉพาะอาหารทะเล หลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้น เช่น ถั่วป่น พริกป่น ที่เป็นแหล่งของสารอะฟลา-ท็อกซิน ทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้น และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น
ถ้าคนเป็นโรคตับแข็งมีท้องมานและบวมหลัง เท้า แนะนำให้จำกัดเกลือและลดอาหารเค็ม โดยการหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ จำพวกน้ำปลา ซีอิ๊ว ในขณะที่กินอาหาร ลดการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูป จำพวก ไส้กรอก หมูยอ เป็นต้น เพราะอาหารที่ผ่านการแปรรูปเหล่านี้มักมีการเติมสารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตอาหาร และควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ ที่สำคัญคือ ต้องระวังไม่ดื่มน้ำมากเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรเกิน ๖ แก้วต่อวัน หรืออาจต้องลดมากกว่านี้ถ้ามีอาการบวมมาก หรืออาจต้องกินยาขับปัสสาวะตามที่แพทย์สั่งด้วย
ที่สำคัญที่สุดคนเป็นโรคตับแข็ง ต้องเลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมิให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ ถูกทำลายมากขึ้น
ตับเป็นแหล่งเผาผลาญที่สำคัญของแอลกอฮอล์ ตับจึงเป็นอวัยวะที่ได้รับพิษจากเหล้ามากที่สุด อาการของตับแข็งจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานและมีชีวิตสั้นลง
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจจะเป็นพิษต่อตับด้วย เช่น การซื้อยากินเอง กินยาเกินขนาด เพราะยาส่วนใหญ่ถูกทำลายที่ตับ อาจทำให้ภาวะตับแย่ลงกว่าเดิมได้
คนมีอาการตับแข็งอาจต้องกินวิตามินและเกลือแร่เสริม ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เนื่องจากตับเป็นแหล่งสะสม เปลี่ยนและเผาผลาญสารต่างๆ ถ้าตับเสียไป ร่างกายก็จะขาดสารเหล่านั้นได้
โรคตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือการรู้จักดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้าอยู่ในภาวะโรคนี้แล้ว การใส่ใจและรู้จักกินอาหารให้เหมาะสมและปฏิบัติตนให้ดี ก็จะช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้อย่างดี
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
นานาสรรพคุณ ของมะนาว
บำรุงผิว
เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี
แก้ผิวแตก
ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง
แก้สิวฝ้า
ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง การรักษาอย่างง่ายที่ถูกวิธี คือ การทำความสะอาดใบหน้า เพื่อลดไขมันและกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขนบนใบหน้า หรือบริเวณอก คอ ที่มีสิวขึ้น ฉะนั้นมะนาวจะช่วยรักษาสิงให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตามแล้วหลุกออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน กรดอ่อนๆจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยกำจัดไขมันได้บ้าง
วิธีใช้ คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียกชุ่มจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น
ใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อยๆยุบหายไปในที่สุด
ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ช้อนชา ผสมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอาไปแต้มที่ตุ่มสิว หรือผู้ที่ไม่มีสิว ใช้ทาบางๆทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หน้าจะนิ่มนวลอยู่เสมอ
ลบรอยแผลเป็น
รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น ทำให้หน้าไม่ดำ หรืออาจใช้ใบมะลิสดตำผสมเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้
แก้ขาลาย
คนที่มีขาลายเป็นจุดด่างดำเม็ดเล็กๆนั้น แก้ได้โดยเอาน้ำมะนาวบีบใส่ดินสิพองหมาดๆ แล้วทาทุกๆคืนก่อนนอน พอรุ่งเช้าก็ล้างออก ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานวันรอยด่างดำก็ลบหายไปเอง
เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี
แก้ผิวแตก
ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง
แก้สิวฝ้า
ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง การรักษาอย่างง่ายที่ถูกวิธี คือ การทำความสะอาดใบหน้า เพื่อลดไขมันและกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขนบนใบหน้า หรือบริเวณอก คอ ที่มีสิวขึ้น ฉะนั้นมะนาวจะช่วยรักษาสิงให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตามแล้วหลุกออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน กรดอ่อนๆจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยกำจัดไขมันได้บ้าง
วิธีใช้ คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียกชุ่มจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น
ใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อยๆยุบหายไปในที่สุด
ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ช้อนชา ผสมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอาไปแต้มที่ตุ่มสิว หรือผู้ที่ไม่มีสิว ใช้ทาบางๆทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หน้าจะนิ่มนวลอยู่เสมอ
ลบรอยแผลเป็น
รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น ทำให้หน้าไม่ดำ หรืออาจใช้ใบมะลิสดตำผสมเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้
แก้ขาลาย
คนที่มีขาลายเป็นจุดด่างดำเม็ดเล็กๆนั้น แก้ได้โดยเอาน้ำมะนาวบีบใส่ดินสิพองหมาดๆ แล้วทาทุกๆคืนก่อนนอน พอรุ่งเช้าก็ล้างออก ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานวันรอยด่างดำก็ลบหายไปเอง
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หนุนหมอนให้ถูกวิธี แก้อาการกรดไหลย้อน
เคล็ดในการหนุนหมอน สำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน ควรนอนหมอนให้สูงขึ้นไปให้ไหล่พาดหมอนด้วยเพื่อที่กรดไม่เอ่อขึ้นมาที่คอ
ข้อแนะนำในการทำความสะอาดที่นอน ห่างไกลเชื้อโรค
ควรนำที่นอนและหมอนออกมาผึ่งแดด ประจำ เพราะแสงยูวีจากแดดสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี
เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนทุกสัปดาห์
ออกกำลังกายบนเตียงก็ทำได้
ท่าค้างคาว นอนเอาศีรษะห้อยลงมาจากขอบเตียง ประมาณ 1 นาที
นวดหลังบนเตียง นอนหงายกอดเข่าทั้งสองข้าง ให้เข่าชิดอกมากที่สุด แล้วยกหัวขึ้น บิดไปมาซ้ายขวา 1 นาที
ลดหน้าท้องบนเตียง นอนราบกับเตียงแขนทั้งสองข้างขนานกับลำตัว ยกขาขึ้นทั้งสองข้างให้ตั้งฉาก 90 องศา ปลายเท้าไขว้กันแล้วเกรงไว้ 1 นาที
ข้อควรระวัง
อย่านอนตะแคงเอาหน้าแนบกับหมอนมากๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้ใบหน้าเกิดรอยตีนกาก่อนวัยอันควรได้คะ
ข้อแนะนำในการทำความสะอาดที่นอน ห่างไกลเชื้อโรค
ควรนำที่นอนและหมอนออกมาผึ่งแดด ประจำ เพราะแสงยูวีจากแดดสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี
เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนทุกสัปดาห์
ออกกำลังกายบนเตียงก็ทำได้
ท่าค้างคาว นอนเอาศีรษะห้อยลงมาจากขอบเตียง ประมาณ 1 นาที
นวดหลังบนเตียง นอนหงายกอดเข่าทั้งสองข้าง ให้เข่าชิดอกมากที่สุด แล้วยกหัวขึ้น บิดไปมาซ้ายขวา 1 นาที
ลดหน้าท้องบนเตียง นอนราบกับเตียงแขนทั้งสองข้างขนานกับลำตัว ยกขาขึ้นทั้งสองข้างให้ตั้งฉาก 90 องศา ปลายเท้าไขว้กันแล้วเกรงไว้ 1 นาที
ข้อควรระวัง
อย่านอนตะแคงเอาหน้าแนบกับหมอนมากๆ เป็นเวลานานๆ ทำให้ใบหน้าเกิดรอยตีนกาก่อนวัยอันควรได้คะ
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ดูแลใบหน้าให้สวยใสไร้สิว
ความสะอาด ช่วยคุณได้
ใบหน้ากระจ่างใส ชวนมองล้วนเป็นที่ต้องการของทั้งชายและหญิง วันนี้จึงนำวิธีการดูแลรักษาใบหน้าให้สวยใสไร้สิวมาบอก...
- รักษาความสะอาด ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความมัน
- หลังทำกิจกรรม ที่มีเหงื่อออกมาก ควรล้างหน้าทุกครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียบนใบหน้า
- ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่มีสามารถขจัดแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว
- ระหว่างที่เป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะตกค้างอยู่แถวๆตีนผม ซึ่งจะทำให้เกิด การระคายเคืองและเป็นสิว
- ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยาก
- ควรรักษาสุขภาพ โดยทั่วไปให้ดีอยู่เสมอ เช่น รับประทานผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด ให้มากๆ พยายามอย่าเครียดหรือนอนดึก
อยากผิวสวยไร้สิว ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู
ใบหน้ากระจ่างใส ชวนมองล้วนเป็นที่ต้องการของทั้งชายและหญิง วันนี้จึงนำวิธีการดูแลรักษาใบหน้าให้สวยใสไร้สิวมาบอก...
- รักษาความสะอาด ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความมัน
- หลังทำกิจกรรม ที่มีเหงื่อออกมาก ควรล้างหน้าทุกครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และแบคทีเรียบนใบหน้า
- ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่มีสามารถขจัดแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือที่มีส่วนผสม ของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพผิว
- ระหว่างที่เป็นสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผม หรือเครื่องสำอางที่มีความเหนียวเหนอะหนะ เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะตกค้างอยู่แถวๆตีนผม ซึ่งจะทำให้เกิด การระคายเคืองและเป็นสิว
- ห้ามบีบหรือแกะสิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่รักษาได้ยาก
- ควรรักษาสุขภาพ โดยทั่วไปให้ดีอยู่เสมอ เช่น รับประทานผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ และน้ำสะอาด ให้มากๆ พยายามอย่าเครียดหรือนอนดึก
อยากผิวสวยไร้สิว ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้ดู
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553
เมื่อสำลักอาหาร ควรทำอย่างไร
ระหว่างรับประทานอาหารแล้วเกิดสำลักขึ้นมาจะทำอย่างไร? วันนี้มีวิธีปฏิบัติมาแนะนำ...
ภาวะการสำลักอาหาร คือ การที่มีเศษอาหารหรือน้ำหลังกลืนอาหารหล่นเข้าไปอยู่ในหลอดลม ทำให้สำลักและหายใจไม่ออก หากแก้ไขไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และยังสามารถทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบติดเชื้อได้ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น
วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดการสำลักอาหาร คือ ให้ผู้ป่วยยืนขึ้นโน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา แล้วให้ผู้ช่วยเหลือใช้มือซ้ายประคองตัวผู้ป่วยและใช้ฝ่ามือขวาตบหลังระหว่างไหล่ทั้งสองข้างแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง หากไม่ได้ผลให้โอบตัวผู้ป่วยจากด้านหลัง วางกำปั้นตรงช่องท้องใต้ชายโครง กดแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
สำหรับการป้องกันการสำลักอาหาร คือ ระหว่างรับประทานอาหาร ควรพูดคุยให้น้อย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ดื่มน้ำตาม นั่งนิ่งๆชั่วครู่ เท่านี้ก็ห่างไกลภาวะสำลักอาหารแล้ว
ภาวะการสำลักอาหาร คือ การที่มีเศษอาหารหรือน้ำหลังกลืนอาหารหล่นเข้าไปอยู่ในหลอดลม ทำให้สำลักและหายใจไม่ออก หากแก้ไขไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และยังสามารถทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบติดเชื้อได้ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น
วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดการสำลักอาหาร คือ ให้ผู้ป่วยยืนขึ้นโน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา แล้วให้ผู้ช่วยเหลือใช้มือซ้ายประคองตัวผู้ป่วยและใช้ฝ่ามือขวาตบหลังระหว่างไหล่ทั้งสองข้างแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง หากไม่ได้ผลให้โอบตัวผู้ป่วยจากด้านหลัง วางกำปั้นตรงช่องท้องใต้ชายโครง กดแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
สำหรับการป้องกันการสำลักอาหาร คือ ระหว่างรับประทานอาหาร ควรพูดคุยให้น้อย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ดื่มน้ำตาม นั่งนิ่งๆชั่วครู่ เท่านี้ก็ห่างไกลภาวะสำลักอาหารแล้ว
นวดมือบำบัด ปาฏิหาริย์มีจริง
1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลักสองตัว ได้แก่ ไทร็อกซิน ซึ่งทำหน้าที่เร่งการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และ คาลซิโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับแคลเซียมในเลือด
ต่อมไทรอยด์ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภายในร่างกาย ระดับน้ำและพลังงานในเนื้อเยื่อ รวมถึงความหนาแน่นของกระดูก พัฒนาการและการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การทรงตัว ความสงบใจ และสุขภาพโดยรวม
เราอาจกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข เบิกบาน หรือซึมเศร้า เชื่องช้า เก็บกด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ทั้งสิ้น
วิธีการนวดมีดังนี้
•ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง
•นวดกดไล่ไปรอบๆบริเวณนี้
หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด
2. นวดเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น
ถ้าระบบประสาทเหนื่อยล้า การทำงานของกล้ามเนื้อตาก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานภายใต้การควบคุมของระบบประสาท
การปฏิบัติเพื่อถนอมสายตานั้น ได้แก่ การออกกำลังกาย อาหารสุขภาพ พร้อมกินวิตามินเสริมบ้าง
ส่วนวิธีนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นมีดังนี้
•ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นวดนานนิ้วละสอง-สามวินาที
•นวดถูให้ทั่วมือ
•นวดตามแบบข้อ 1 อีกครั้ง แต่นวดนานนิ้วละหนึ่ง-สองนาที
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ควรนวดเป็นประจำทุกวัน
นอกจากนี้แล้ว ควรนวดจุดสะท้อนตับบนมือขวา และนวดจุดสะท้อนไตของทั้งสองมือไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้ร่างกายได้ทำความสะอาดพลังงานคั่งค้างออกไปทางอวัยวะทั้งสองนี้ ฉะนั้น หากสุขภาพตับและไตไม่ดี มักมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการมองเห็นด้วยเช่นกัน
3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
การได้ยิน คือ การเดินทางของพลังงานจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ พลังงานเสียงที่มากระทบหูภายนอก ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วก้อย
ส่วนที่สองคือ พลังงานเสียงที่ผ่านเข้าไปในช่องหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วนาง
ส่วนที่สามคือ พลังงานการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วกลาง
ส่วนที่สี่คือ พลังงานของคลื่นเสียงที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของประสาทเล็กประสาทน้อยภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วชี้
ส่วนที่ห้าคือ พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงที่เดินทางไปแปลความหมายที่สมอง ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วโป้ง
วิธีนวดเพื่อกระตุ้นการได้ยินมีดังนี้
•นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที เพื่อส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยิน
•นวดกดจุดสะท้อนต่อมพิทูทารี ซึ่งอยู่ตรงกลางนิ้วโป้ง เพื่อเพิ่มการพลังสมอง
4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ลำคอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอหรือไอ จึงต้องนวดกดบริเวณนั้น
วิธีการมีดังนี้คือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้นานราว 5-10 นาที
5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการปวดไมเกรนเกิดจากความไม่ปกติของการไหลเวียนโลหิตในสมอง แพ้อาหารหรือความตึงเครียดของร่างกาย
การบำบัดอาการปวดไมเกรนคือ การทำให้เส้นประสาทต่างๆผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น
วิธีการนวดมือคือ
•นวดผ่อนคลายจุดสะท้อนต่อมพิทูทารีและต่อมอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเอ็นด็อกริน ซึ่งอยู่บริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน
•นวดกดจุดสะท้อนหัวใจ เพื่อให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
•นวดกดจุดสะท้อนตับ เพื่อกระตุ้นให้ตับขับสารพิษ และช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและการดูดซึม
6. นวดแก้ปวดข้อ
ไม่ว่าสาเหตุของอาการปวดข้อจะมาจากรูมาตอยด์ เก๊าต์ หรือเอสแอลอี แต่การเยียวยาอาการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ลดความเครียด
การนวดมือก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และการฟื้นฟูการทำงานของข้อได้ เพราะการนวดมือช่วยสร้างสมดุลให้อวัยวะภายใน ด้วยการกระตุ้นระบบการไหลเวียน ขับท็อกซิน ออกไปจากระบบการทำงานส่วนนั้นๆ
ฉะนั้นการนวดมือเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ จึงคือการนวดต่อมต่างๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน
7. นวดบำบัดไฮโปไกลซีเมีย
ถึงวันนี้ เรายังรู้จักโรคไฮโปไกลซีเมียกันน้อยเหลือเกิน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี่คือโรค ทั้งที่ก่ออันตรายต่อชีวิต
สาเหตุหลักของโรคไฮโปไกลซีเมียคือ ระดับน้ำตาลต่ำ จึงก่อให้เกิดหลายอาการทั้งทางกายและใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการที่ว่าได้แก่ กระวนกระวาย ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ นอนไม่หลับ ภูมิแพ้
คุณหมอส่วนใหญ่จึงรักษาไปตามอาการที่เป็น บ้างก็รักษาด้วยยาจิตเวช ซึ่งมักเป็นยาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาการจึงแย่ลงไปอีก
โรคนี้ไม่เกี่ยวกับต่อมไหนทำงานน้อยหรือมาก ฉะนั้นการนวดมือบำบัดอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย จึงคือการกระตุ้นต่อมต่างๆในกลุ่มเอ็นด็อกตริน เพื่อกระตุ้นระบบอิมมูนซิสเต็มนั่นเอง
8. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
เส้นผมมักสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม นักวิทยาศาสตร์มักแนะนำให้เรากินโปรตีน ซิลิก้า และแคลเซียมเพื่อเส้นผมสวยแข็งแรง แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าสถิตย์จากเล็บนั้นช่วยเสริมสุขภาพเส้นผมได้
การนวดจุดสะท้อนเส้นผม ซึ่งอยู่บริเวณเล็บมือของเรา จึงช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและหงอกก่อนวัยได้
•กำมือทั้งสองข้างไว้หลวมๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน
•ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็วๆ
ทำท่านี้วันละหนึ่งครั้งๆ ละ 5 นาที
9. นวดแก้ปวดหลัง
หลังและกระดูกสันหลังมีส่วนสำคัญต่อระบบสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทสำคัญมากมาย ทำให้ร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้ หากกระดูกสันหลังไม่เรียงกันอยู่ในแนวปกติ
การนวดกดจุดสะท้อนหลังคือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียด ดังนี้
•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนเซอวิคอล (บริเวณต้นคอ) ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย
•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา
10. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
กระเพาะอาหารมีหน้าที่ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายกินผ่านปากเข้าไป ซึ่งบ้างก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย บ้างก็ทำลายกระเพาะอาหาร และทุกระบบของร่างกาย
เมื่อาหารผ่านเข้าปาก การเคี้ยวบดอาหารในปากให้ละเอียดนั้น ช่วยผ่อนแรงกระเพาะอาหารได้อักโข แถมยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
การนวดกดจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร จึงคือการกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมีท่าดังนี้คือ
•ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย
•กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้
11. นวดบำรุงหัวใจ
หัวใจมีหน้าที่นำออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และนำกลับเข้ามาเติมออกซิเจน โดยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที
ปกติ กล้ามเนื้อหัวใจมีบทบาทในการทำหน้าที่นี้ ผ่านกริยาการบีบตัว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการที่หัวใจเต้นตุบ ตุบ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจต้องการช่วงเวลาพักนานกว่าจังหวะการบีบตัวเสียอีก
การนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น วิธีการคือ
•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนหัวใจบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย
•2. กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย อีกสี่นิ้วที่เหลือ ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้
12. นวดแก้อาการเป็นลม
อาการเป็นลม มีสาเหตุจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดออกซิเจน การนวดมือคือ การช่วยกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนในสมองอย่างเพียงพอ
นวดกดจุดสะท้อนสมองซึ่งคือส่วนปลายสุดของทุกนิ้ว โดยเฉพาะหัวแม่มือ วิธีการคือ
•เริ่มออกแรงกดปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา หมุนวน
•หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง
•ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย
13. นวดกระตุ้นตับ
ตับมีหน้าที่ขับของเสียและพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สะสมวิตามินบางอย่างเพื่อร่างกายไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น วิตามินเอ บี ดี และเหล็ก
ปกติตับจะมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองได้ เช่น ถ้าส่วนหนึ่งของตับถูกทำลายไป ตับก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน
การนวดกระตุ้นตับคือ การนวดเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับนั่นเอง วิธีคือ
•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนตับบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา
•กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย
•สลับนวดมือซ้าย เพื่อนวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ
14. นวดกระตุ้นไต
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด โดยส่งของดีกลับขึ้นไปฟอกต่อที่หัวใจ ส่วนของเสียก็ผสมกับน้ำและขับออกเป็นปัสสาวะ การนวดมือคือการกระตุ้นให้กระบวนการกรองและขับของเสียมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การนวดกระตุ้นจุดสะท้อนไตมีดังนี้
•หงายมือข้างซ้ายเข้าหาลำตัว
•ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้
•ออกแรงกดและหมุนไปรอบๆ บริเวณ นานราวสองสามวินาที
•สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย
หากคุณหมอตรวจพบว่า ไตมีความผิดปกติ เราไม่ควรนวดกดจุดสะท้อนไตนานเกินไป
15. นวดคลายอาการปวดประจำเดือน
ความทรมานระหว่างวันนั้นของเดือนมักส่งผลต่ออารมณ์ของหญิงสาวหลายคน เราสามารถเยียวยาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยการนวดมือดังนี้
•ยกมือขวาขึ้นตั้งขนานกับลำตัว บิดข้อมือไปทางด้านหลัง
•ยกมือซ้ายจับข้อมือขวา กดบริเวณข้อมือขวาให้แน่นด้วยนิ้วกลางและนิ้วนาง ทิ้งไว้ 3-15 นาที จึงค่อยๆคลายออก
•ทำสลับข้าง
ข้อมูลจาก ชีวจิตดอทคอม
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลักสองตัว ได้แก่ ไทร็อกซิน ซึ่งทำหน้าที่เร่งการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และ คาลซิโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับแคลเซียมในเลือด
ต่อมไทรอยด์ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภายในร่างกาย ระดับน้ำและพลังงานในเนื้อเยื่อ รวมถึงความหนาแน่นของกระดูก พัฒนาการและการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การทรงตัว ความสงบใจ และสุขภาพโดยรวม
เราอาจกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข เบิกบาน หรือซึมเศร้า เชื่องช้า เก็บกด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ทั้งสิ้น
วิธีการนวดมีดังนี้
•ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง
•นวดกดไล่ไปรอบๆบริเวณนี้
หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด
2. นวดเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น
ถ้าระบบประสาทเหนื่อยล้า การทำงานของกล้ามเนื้อตาก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานภายใต้การควบคุมของระบบประสาท
การปฏิบัติเพื่อถนอมสายตานั้น ได้แก่ การออกกำลังกาย อาหารสุขภาพ พร้อมกินวิตามินเสริมบ้าง
ส่วนวิธีนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นมีดังนี้
•ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นวดนานนิ้วละสอง-สามวินาที
•นวดถูให้ทั่วมือ
•นวดตามแบบข้อ 1 อีกครั้ง แต่นวดนานนิ้วละหนึ่ง-สองนาที
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ควรนวดเป็นประจำทุกวัน
นอกจากนี้แล้ว ควรนวดจุดสะท้อนตับบนมือขวา และนวดจุดสะท้อนไตของทั้งสองมือไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้ร่างกายได้ทำความสะอาดพลังงานคั่งค้างออกไปทางอวัยวะทั้งสองนี้ ฉะนั้น หากสุขภาพตับและไตไม่ดี มักมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการมองเห็นด้วยเช่นกัน
3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
การได้ยิน คือ การเดินทางของพลังงานจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ พลังงานเสียงที่มากระทบหูภายนอก ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วก้อย
ส่วนที่สองคือ พลังงานเสียงที่ผ่านเข้าไปในช่องหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วนาง
ส่วนที่สามคือ พลังงานการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วกลาง
ส่วนที่สี่คือ พลังงานของคลื่นเสียงที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของประสาทเล็กประสาทน้อยภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วชี้
ส่วนที่ห้าคือ พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงที่เดินทางไปแปลความหมายที่สมอง ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วโป้ง
วิธีนวดเพื่อกระตุ้นการได้ยินมีดังนี้
•นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที เพื่อส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยิน
•นวดกดจุดสะท้อนต่อมพิทูทารี ซึ่งอยู่ตรงกลางนิ้วโป้ง เพื่อเพิ่มการพลังสมอง
4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ลำคอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอหรือไอ จึงต้องนวดกดบริเวณนั้น
วิธีการมีดังนี้คือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้นานราว 5-10 นาที
5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการปวดไมเกรนเกิดจากความไม่ปกติของการไหลเวียนโลหิตในสมอง แพ้อาหารหรือความตึงเครียดของร่างกาย
การบำบัดอาการปวดไมเกรนคือ การทำให้เส้นประสาทต่างๆผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น
วิธีการนวดมือคือ
•นวดผ่อนคลายจุดสะท้อนต่อมพิทูทารีและต่อมอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเอ็นด็อกริน ซึ่งอยู่บริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน
•นวดกดจุดสะท้อนหัวใจ เพื่อให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
•นวดกดจุดสะท้อนตับ เพื่อกระตุ้นให้ตับขับสารพิษ และช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและการดูดซึม
6. นวดแก้ปวดข้อ
ไม่ว่าสาเหตุของอาการปวดข้อจะมาจากรูมาตอยด์ เก๊าต์ หรือเอสแอลอี แต่การเยียวยาอาการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ลดความเครียด
การนวดมือก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และการฟื้นฟูการทำงานของข้อได้ เพราะการนวดมือช่วยสร้างสมดุลให้อวัยวะภายใน ด้วยการกระตุ้นระบบการไหลเวียน ขับท็อกซิน ออกไปจากระบบการทำงานส่วนนั้นๆ
ฉะนั้นการนวดมือเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ จึงคือการนวดต่อมต่างๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน
7. นวดบำบัดไฮโปไกลซีเมีย
ถึงวันนี้ เรายังรู้จักโรคไฮโปไกลซีเมียกันน้อยเหลือเกิน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี่คือโรค ทั้งที่ก่ออันตรายต่อชีวิต
สาเหตุหลักของโรคไฮโปไกลซีเมียคือ ระดับน้ำตาลต่ำ จึงก่อให้เกิดหลายอาการทั้งทางกายและใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการที่ว่าได้แก่ กระวนกระวาย ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ นอนไม่หลับ ภูมิแพ้
คุณหมอส่วนใหญ่จึงรักษาไปตามอาการที่เป็น บ้างก็รักษาด้วยยาจิตเวช ซึ่งมักเป็นยาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาการจึงแย่ลงไปอีก
โรคนี้ไม่เกี่ยวกับต่อมไหนทำงานน้อยหรือมาก ฉะนั้นการนวดมือบำบัดอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย จึงคือการกระตุ้นต่อมต่างๆในกลุ่มเอ็นด็อกตริน เพื่อกระตุ้นระบบอิมมูนซิสเต็มนั่นเอง
8. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
เส้นผมมักสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม นักวิทยาศาสตร์มักแนะนำให้เรากินโปรตีน ซิลิก้า และแคลเซียมเพื่อเส้นผมสวยแข็งแรง แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าสถิตย์จากเล็บนั้นช่วยเสริมสุขภาพเส้นผมได้
การนวดจุดสะท้อนเส้นผม ซึ่งอยู่บริเวณเล็บมือของเรา จึงช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและหงอกก่อนวัยได้
•กำมือทั้งสองข้างไว้หลวมๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน
•ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็วๆ
ทำท่านี้วันละหนึ่งครั้งๆ ละ 5 นาที
9. นวดแก้ปวดหลัง
หลังและกระดูกสันหลังมีส่วนสำคัญต่อระบบสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทสำคัญมากมาย ทำให้ร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้ หากกระดูกสันหลังไม่เรียงกันอยู่ในแนวปกติ
การนวดกดจุดสะท้อนหลังคือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียด ดังนี้
•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนเซอวิคอล (บริเวณต้นคอ) ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย
•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา
10. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
กระเพาะอาหารมีหน้าที่ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายกินผ่านปากเข้าไป ซึ่งบ้างก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย บ้างก็ทำลายกระเพาะอาหาร และทุกระบบของร่างกาย
เมื่อาหารผ่านเข้าปาก การเคี้ยวบดอาหารในปากให้ละเอียดนั้น ช่วยผ่อนแรงกระเพาะอาหารได้อักโข แถมยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
การนวดกดจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร จึงคือการกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมีท่าดังนี้คือ
•ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย
•กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้
11. นวดบำรุงหัวใจ
หัวใจมีหน้าที่นำออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และนำกลับเข้ามาเติมออกซิเจน โดยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที
ปกติ กล้ามเนื้อหัวใจมีบทบาทในการทำหน้าที่นี้ ผ่านกริยาการบีบตัว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการที่หัวใจเต้นตุบ ตุบ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจต้องการช่วงเวลาพักนานกว่าจังหวะการบีบตัวเสียอีก
การนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น วิธีการคือ
•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนหัวใจบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย
•2. กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย อีกสี่นิ้วที่เหลือ ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้
12. นวดแก้อาการเป็นลม
อาการเป็นลม มีสาเหตุจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดออกซิเจน การนวดมือคือ การช่วยกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนในสมองอย่างเพียงพอ
นวดกดจุดสะท้อนสมองซึ่งคือส่วนปลายสุดของทุกนิ้ว โดยเฉพาะหัวแม่มือ วิธีการคือ
•เริ่มออกแรงกดปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา หมุนวน
•หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง
•ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย
13. นวดกระตุ้นตับ
ตับมีหน้าที่ขับของเสียและพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สะสมวิตามินบางอย่างเพื่อร่างกายไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น วิตามินเอ บี ดี และเหล็ก
ปกติตับจะมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองได้ เช่น ถ้าส่วนหนึ่งของตับถูกทำลายไป ตับก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน
การนวดกระตุ้นตับคือ การนวดเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับนั่นเอง วิธีคือ
•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนตับบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา
•กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย
•สลับนวดมือซ้าย เพื่อนวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ
14. นวดกระตุ้นไต
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด โดยส่งของดีกลับขึ้นไปฟอกต่อที่หัวใจ ส่วนของเสียก็ผสมกับน้ำและขับออกเป็นปัสสาวะ การนวดมือคือการกระตุ้นให้กระบวนการกรองและขับของเสียมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การนวดกระตุ้นจุดสะท้อนไตมีดังนี้
•หงายมือข้างซ้ายเข้าหาลำตัว
•ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้
•ออกแรงกดและหมุนไปรอบๆ บริเวณ นานราวสองสามวินาที
•สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย
หากคุณหมอตรวจพบว่า ไตมีความผิดปกติ เราไม่ควรนวดกดจุดสะท้อนไตนานเกินไป
15. นวดคลายอาการปวดประจำเดือน
ความทรมานระหว่างวันนั้นของเดือนมักส่งผลต่ออารมณ์ของหญิงสาวหลายคน เราสามารถเยียวยาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยการนวดมือดังนี้
•ยกมือขวาขึ้นตั้งขนานกับลำตัว บิดข้อมือไปทางด้านหลัง
•ยกมือซ้ายจับข้อมือขวา กดบริเวณข้อมือขวาให้แน่นด้วยนิ้วกลางและนิ้วนาง ทิ้งไว้ 3-15 นาที จึงค่อยๆคลายออก
•ทำสลับข้าง
ข้อมูลจาก ชีวจิตดอทคอม
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
แก้ไขอาการ นิ้วมือชา
อาการที่พบบ่อย
• ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• อาการชาบางครั้งหายไปได้เอง หรือมีอาการชามากขึ้นตอนกลางคืน
• ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา
• มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ อาจจะเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
โครงสร้างของมือ ที่ทำให้มีอาการชาลักษณะนี้
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงฝ่ามือทางด้านฝ่ามือจะมี 2 เส้น คือ
• เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• เส้นประสาทอัลน่าร์ เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วก้อย และอีกครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง
ความสำคัญ
เส้นประสาทมีเดียน เข้าไปในฝ่ามือโดยผ่านอุโมงค์ (Carpal tunnel) โดยมีเยื่อพังผืด (Deep tranverse carpal ligament) ขึงระหว่างกระดูกข้อมูล
ในอุโมงค์นี้ นอกจากจะมีเส้นประสาทมีเดียนแล้วยังมีเอ็นที่ทำหน้าท ี่งอนิ้วอีก 9 เส้น อยู่รวมกัน เส้นประสาทมีเดียนเมื่อคลอดอุโมงค์ข้อมือเข้าไปแล้ว จะไปแยกแขนงไปรับความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ครึ่งนิ้วของนิ้วนางและอีกแขนงหนึ่งจะเลี้ยงกล้ามเนื ้อที่เนินฝ่าข้อมือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (Thenar eminence)
สาเหตุ
• การใช้งานของข้อมือที่มีการงอข้อมือ, หรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทมากขึ้น
• ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่พบภาวะนี้ได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ เป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์นี้น้อยลง เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดีย นได้มากขึ้น
ข้อแนะนำ
ถ้ามีอาการชาปลายนิ้ว ลองขยับข้อมือ นิ้วมือเบา ๆ ถ้ามีอาการดีขึ้นหายชาได้ หรือมีอาการชาตอนกลางคืนบางครั้ง อาจจะมีสาเหตุจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนในระยะ แรก ๆ ได้
• ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือที่อยู่ท่าที่ผิดปกติ เช่น ในท่องอข้อมือมาก ๆ การยกของ หรือการกระดกข้อมือมาก ๆ เช่น การยันพื้น, ดันสิ่งของต่าง ๆ
• การที่ใช้ข้อมือมากเกินไป
การปวด ขา กลางคืน บางท่านบอกต้องเอาข้อมือวางบนหมอนหรือบางครั้งต้องเอ าหนังสือพิมพ์ม้วนผูกติดกับข้อมือให้ข้อมืออยู่ในท่า ตรงจะไม่ค่อยชา ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง ข้อมือที่อยู่ในท่าปกติ ไม่หักงอพับไปด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นท่าที่เส้นประสาทถูกกดทับน้อยที่สุด
ถ้าท่านลองแก้ไขด้วยตัวเองไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
• ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• อาการชาบางครั้งหายไปได้เอง หรือมีอาการชามากขึ้นตอนกลางคืน
• ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา
• มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ อาจจะเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
โครงสร้างของมือ ที่ทำให้มีอาการชาลักษณะนี้
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงฝ่ามือทางด้านฝ่ามือจะมี 2 เส้น คือ
• เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• เส้นประสาทอัลน่าร์ เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วก้อย และอีกครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง
ความสำคัญ
เส้นประสาทมีเดียน เข้าไปในฝ่ามือโดยผ่านอุโมงค์ (Carpal tunnel) โดยมีเยื่อพังผืด (Deep tranverse carpal ligament) ขึงระหว่างกระดูกข้อมูล
ในอุโมงค์นี้ นอกจากจะมีเส้นประสาทมีเดียนแล้วยังมีเอ็นที่ทำหน้าท ี่งอนิ้วอีก 9 เส้น อยู่รวมกัน เส้นประสาทมีเดียนเมื่อคลอดอุโมงค์ข้อมือเข้าไปแล้ว จะไปแยกแขนงไปรับความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ครึ่งนิ้วของนิ้วนางและอีกแขนงหนึ่งจะเลี้ยงกล้ามเนื ้อที่เนินฝ่าข้อมือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (Thenar eminence)
สาเหตุ
• การใช้งานของข้อมือที่มีการงอข้อมือ, หรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทมากขึ้น
• ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่พบภาวะนี้ได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ เป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์นี้น้อยลง เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดีย นได้มากขึ้น
ข้อแนะนำ
ถ้ามีอาการชาปลายนิ้ว ลองขยับข้อมือ นิ้วมือเบา ๆ ถ้ามีอาการดีขึ้นหายชาได้ หรือมีอาการชาตอนกลางคืนบางครั้ง อาจจะมีสาเหตุจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนในระยะ แรก ๆ ได้
• ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือที่อยู่ท่าที่ผิดปกติ เช่น ในท่องอข้อมือมาก ๆ การยกของ หรือการกระดกข้อมือมาก ๆ เช่น การยันพื้น, ดันสิ่งของต่าง ๆ
• การที่ใช้ข้อมือมากเกินไป
การปวด ขา กลางคืน บางท่านบอกต้องเอาข้อมือวางบนหมอนหรือบางครั้งต้องเอ าหนังสือพิมพ์ม้วนผูกติดกับข้อมือให้ข้อมืออยู่ในท่า ตรงจะไม่ค่อยชา ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง ข้อมือที่อยู่ในท่าปกติ ไม่หักงอพับไปด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นท่าที่เส้นประสาทถูกกดทับน้อยที่สุด
ถ้าท่านลองแก้ไขด้วยตัวเองไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
