วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สิวที่หลัง รักษาอย่างไร แก้ไขแบบไหน

นี่ก็เป็นสิวอีกประเภทที่คนเป็นกันมาก ในบางคนจะเป็นที่ตัว ที่ก้น ซึ่งสาเหตุก็มาจากเรื่องเดิมๆคือไขมัน
Back Acne (สิวขึ้นที่หลัง)

สิวที่หลังมีสาเหตุเหมือนกับสิวที่เกิดบนหน้าคือมาจากการผลิตน้ำมันมากไปของต่อมไขมันและเมื่อมาเจอเข้ากับเซลล์ผิวที่ตายบวกกับแบคทีเรียก็ทำให้เป็นสิว ซึ่งเกิดได้ทั้งอุดตน อักเสบหรือหัวหนอง ในบางคนอาจเป็นที่สะโพกที่ก้นด้วย สิวที่หลังหรือที่ก้นอาจมีสาเหตุมาจากเสื้อผ้าที่ใส่ฟิตเกินไปหรือการที่ต้องสะพายเป้อยู่บ่อยๆ ซึ่งพวกนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้เป็นสิวได้

การรักษาสิวที่หลัง

1.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน

2.ใช้ AHA ทาทิ้งไว้ให้แห้ง

3.ใช้ Benzoyl peroxide ทาบริเวณที่เป็น

เมื่อเราใช้ Benzoyl peroxide เราควรใส่เสื้อผ้าสีขาวเพราะ BP จะทำให้ผ้าสีตก

หมายเหตุ (เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide) เป็นสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเปอร์ออกไซด์ ประกอบไปด้วยเบนซิล 2 ตัวรวมด้วยเปอร์ออกไซด ชื่อทางการค้าสำหรับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เช่น เบนแซค เอซี (Benzac AC) Brevoxyl และ Penoxyl)

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เขย่าขวดก่อนรินยา

เขย่าขวดก่อนรินยา?.คุณทำแล้วหรือยัง? (Ya&You)
ผู้เรียบเรียง ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ และ ภญ.จิตติมา ลัคนากุล

หลาย ๆ ครั้งที่ยาที่คุณ ๆ ได้รับเป็นยาน้ำ และบนขวดมักมีฉลากติดไว้ว่า "เขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยา" แต่ทราบหรือไม่ว่าการเขย่าขวดก่อนใช้ยานั้นมีความสำคัญอย่างไร

การเขย่าขวดยาก่อนรินยาทุกครั้ง จะทำให้ตัวยาที่อยู่ในยาน้ำมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ

เมื่อรินยามาใช้คุณก็จะได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง และเท่า ๆ กันทุกครั้งที่ใช้ยา แต่หากละเลยไม่เขย่าขวดก่อน ตัวยาจะลงไปนอนก้นอยู่ที่ก้นขวด ดังนั้นเมื่อรินยาในครั้งแรก ๆ จะมีตัวยาน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้รักษาโรคไม่หาย จนเมื่อรินยาในช่วงหลัง ๆ ตัวยาที่นอนก้นจะมีความเข้มข้นมาก ทำให้คุณได้รับยาในขนาดที่สูงกว่าที่ควรจะได้รับ และอาจเกิดอันตรายจากการได้รับยาเกินขนาด ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงถึงชีวิตได้

เห็นหรือไม่คะว่า ขั้นตอนง่าย ๆ เพียงแค่นี้ก็สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้ยาได้ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิตามินและแร่ธาตุ ต้านผมหงอกก่อนวัย

โดยปกติผมหงอกตามธรรมชาติ เกิดจากเซลล์มิวเคอร์ (mucor) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสีดำในร่างกายเสื่อมสภาพ จนไม่สามารถสร้างสารสีดำได้ จึงทำให้เกิดผมหงอก เซลล์นี้จะเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนผมหงอกก่อนวัยจะพบในคนที่อายุยังน้อย โดยเกิดจากการที่ผมชั้นคอร์เท็กซ์ (cortex) ไม่สามารถสร้างเซลล์ที่คอยผลิตเม็ดสีชื่อเมลาโนไซท์ส (melanocytes) ที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผม หรือ เมลานิน (melanin) ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เม็ดสีผมในร่างกายค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทีละน้อยๆ จนเป็นเหตุทำให้ผมหงอกในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมหงอกก่อนวัยมักไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ กินอาหารและยาบางชนิด มีความเครียดก็มีผลต่ออาการได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งพบได้บ่อยในครอบครัวที่มีประวัติผมหงอกก่อนวัย ในผู้ชายมักจะเริ่มหงอกบริเวณขมับและเหนือจอน ส่วนผู้หญิงเริ่มจากบริเวณรอบๆ แนวไรผม ซึ่งจะเริ่มจากปลายผมก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปที่โคนผม

นอกจากนี้ อาการผมหงอกก่อนวัย ยังเกิดจากโรคที่แฝงอยู่ในตัวคุณได้ด้วย เช่น โรคหัวใจ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง โรคซีด โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ในกรณีนี้เมื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่จนหายขาดแล้ว อาการผมหงอกจะหายไปเอง

วิตามินและแร่ธาตุต้านผมหงอกก่อนวัย

การที่ร่างกายจะสามารถสร้างเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผมได้อย่างเพียงพอนั้น คุณต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอก่อน

1. ทองแดง พบมากในถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา เมล็ดทานตะวัน ลูกเกด ลูกพลับ กล้วยตาก แครอท หัวไชเท้า เผือก มัน ผลไม้สดทุกชนิด
2. ไอโอดีน พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเกลือไอโอดีน
3. เหล็ก มีมากในปลา ลูกเกด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักพื้นบ้าน เช่น มะเขือพวง ใบชะพลู ผักโขมหนาม และผักกูด
4. กรดโฟลิก พบมากในถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง แครอท ฟักทอง ไข่แดง และตับ
5. กรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี 5 พบมากในข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด แอ๊ปเปิ้ล
6. พาบา อยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินเทียมที่ละลายในน้ำ พบมากในจมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง โยเกิร์ต และผักใบเขียว
7. ไบโอติน เป็นหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ พบมากในอาหารจำพวกถั่วเหลือง และซีเรียล (การกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การสังเคราะห์ไบโอตินในลำไส้ลดลง)

อาหารยับยั้งผมหงอกก่อนวัย

กลุ่มอาหารที่มีความจำเป็นต่อการยับยั้งผมหงอกก่อนวัยมีดังนี้

1. สาหร่ายทะเล นำมาปรุงเป็นอาหารจำพวกข้าวปั้น ต้มจืด หรืออบกรอบกินเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง นอกจากจะช่วยยับยั้งผมหงอกก่อนวัยแล้ว ยังช่วยทำให้ผมดกดำด้วย เพราะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และไอโอดีน
2. งา โรยงาลงในอาหารในแต่ละมื้อ จะช่วยยับยั้งปัญหาผมหงอกก่อนวัยได้ เพราะในงามีไขมันจากธรรมชาติ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่
3. เครื่องดื่มสมุนไพร ปั่นแครอทหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย หัวไชเท้าหั่นหยาบ 1/2 ถ้วย และน้ำเย็นจัด 1 ถ้วยเข้าด้วยกัน กรองเอาแต่น้ำใส่ในแก้ว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/4 ช้อนชา ดื่มทันที

ครีมหมักผมสมุนไพรต้านผมหงอก

เพียงนำสมุนไพรที่เราแนะนำต่อไปนี้ มาทำเป็นครีมหมักผม จะช่วยต้านปัญหาผมหงอกก่อนวัยของคุณได้

1. นำใบบัวบกสดปั่นกับน้ำสะอาดปริมาณพอเหมาะให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว จากนั้นนำมาชโลมผม หรือนวดหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. นำใบบัวบกสดมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำ แล้วชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นสระผมตามปกติด้วยแชมพูสมุนไพร
3. นำน้ำมันมะกอกนวดหนังศีรษะ ใช้ผ้าโพกหัวทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำผลมะกรูด 2-3 ผล เผาไฟพอสุก จากนั้นนำมาขยำกับน้ำ และนำน้ำที่คั้นได้ไปสระผม
4. ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ชโลมผมจนทั่ว อย่าให้เปียกมากเกินไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ผมจะแห้งพอดี ทำเป็นประจำทุกเช้า-เย็น และหลังสระผม

เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี นอกจากจะไร้ปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยแล้ว อาจส่งผลให้คุณมีผมดกดำสลวยอย่างคนสุขภาพดีได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แล้วมีปัญหาผมหงอกก่อนวัย ควรรีบไปพบแพทย์โรคผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด และหาทางรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

ข้อมูลจาก ชีวจิต

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รักษาโรคลมชัก และหอบหืดด้วยการกดจุด

วิธีกดจุดแก้ลมชัก หรือลมบ้าหมู
ชื่อจุด : จุดเหย่งเฉวียน
ตำแหน่ง : งอนิ้วเท้าทั้ง 5 เข้าหาอุ้งเท้า ที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม ( จุดอยู่ตรงรอยบุ๋มเลยค่ะ )
เวลาที่กด :ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที หรือจนมีอาการดีขึ้นจึงหยุดกด
วิธีกด : ใช้นิ้มหัวแม่มือ กดลงบนจุดเหย่งเฉวียนข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆกดลงอีกข้างหนึ่ง ( ในกรณีที่กดเองหรือจะให้ คนอื่นช่วยกดทั้ง 2 ข้าง)

หอบหืด
ชื่อจุด :
จุดฉ่วนสี
ตำแหน่ง: อยู่ด้านข้างทั้ง2ของกระดูกสันหลังตรงกระดูกหลังคอข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังอกข้อที่ 1 โดยห่างจากแนวกึ่งกลางกระดูกสันหลังออกไปด้านข้างข้างละ 1 นิ้ว ( พูดในแนว anatomy ก็คือจุดอยู่ที่ด้านข้างของกระดูก c7กับ T1 ห่างจากแนวกลางข้างละ 1 นิ้ว )ข้อสังเกต : ตำแหน่งของกระดูกสันหลังข้อที่ 7 กับกระดูกสันหลังข้อที่ 1 คือเวลาก้มหัว จะเห็นกระดูกสันหลังที่นูนที่สุด กระดูกสันหลังข้อนี้คือกระดูกสันหลังส่วนคอข้อที่ 7 ( ถ้ามองไม่เห็นลองเอามือลูบดูก็ได้ค่ะ ต้องก้มให้คางชิดคอเลยนะ )
วิธีกด :ใช้นิ้วหัวแม่มือกดจุดฉ่วนสีทั้ง2 หรือจนอาการทุเลาลง
หมายเหตุ : อย่างไรก็ตามอาการของหอบหืดอาจมีสาเหตุที่ต่างกัน ส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิแพ้ในทรรศนะของแพทย์แผนตะวันตกนั้น ถือว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และโดยวิธีค่อยๆสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เตือนไข้ขึ้นหน้ามืดบ่อยระวังมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเผยอาการแรกเริ่มเป็นไข้หน้ามืด อ่อนเพลียบ่อย ชี้กำลังใจสำคัญที่สุด หมอระบุวิธีรักษาได้ผลมากที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูก
ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ

ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด

การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว

ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย--

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเผยอาการแรกเริ่มเป็นไข้หน้ามืด อ่อนเพลียบ่อย ชี้กำลังใจสำคัญที่สุด หมอระบุวิธีรักษาได้ผลมากที่สุดปลูกถ่ายไขกระดูก

ศ.น.พ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.ศิริราช จัดโครงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจสู่ประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งแต่ละประเภทในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เวลา 08.30-15.00 น. ที่ตึกสยามมินทร์ และจะมีการบรรยายให้ความรู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ด้วย ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นโรคมะเร็งที่อันตรายมากโดยเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดในไขกระดูกที่เพิ่มปริมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงและเกิดปัญหาโรคโลหิตจาง เกล็ดเลือดน้อยลงในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน และในรายที่เป็นแบบเรื้อรังอาการของโรคจะกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการม้ามโตผิดปกติ

ศ.น.พ.สุรพล กล่าวอีกว่า จากการศึกษาพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นแบบเฉียบพลันกว่า 100 คน และแบบเรื้อรังกว่า 80 คน ซึ่งวิธีการรักษาจะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) และใช้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากแต่หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ป่วยอาจไม่มีชีวิตรอด

การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นวิธีการแก้ไขที่ได้ผลมากที่สุด แต่ก็จำเป็นจะต้องหาเซลล์ให้ตรงกับผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่ในบางรายอาจไม่ตรงก็อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย เมื่อร่างกายเข้าที่ก็สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ ค่ารักษาอยู่ที่ประมาณ 750,000 บาท ศ.น.พ.สุรพล กล่าว

ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้สัมภาษณ์ว่า เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อ 8 เดือนก่อน โดยอาการเริ่มแรกคือ จะมีการอาการเป็นไข้ หน้ามืดบ่อย และอ่อนเพลีย เมื่อทำเคมีบำบัดก็มีอาการแทรกซ้อนพอสมควร ซึ่งกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคนี้และต้องพยายามควบคุมตัวเอง อยากให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เข้มแข็ง รวมถึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเลือดเพื่อต่ออายุให้แก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ด้วย

จาก คม ชัด ลึก

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สาเหตุของอาการหูอื้อ หูตึง

อาการหูอื้อ หูตึง หมายถึงการได้ยินไม่ชัด หรือสมรรถภาพการได้ยินลดลง เป็นอาการที่พบได้บ่อย และเป็นอาการนำที่สำคัญของการสูญเสียการได้ยิน โรคหรือความผิดปกติใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นตั้งแต่หูชั้นนอกไปจนถึงหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูตึง ได้ทั้งสิ้น ความผิดปกติที่พบได้บ่อยเช่น ขี้หูอุดตัน แก้วหูทะลุ หูชั้นกลางอักเสบ ส่วนในคนสูงอายุพบว่าการได้ยินเสียไปเนื่องจากประสาทหูเสื่อมเป็นส่วนใหญ่ พึงระลึกไว้เสมอว่าสาเหตุของอาการหูอื้อ หูตึง มีหลายอย่าง และบางอย่างก็อาจแก้ไขให้หายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนทุกราย

เมื่อเสียงจากภายนอกผ่านรูหูเข้ามา คลื่นเสียงจะทำให้แก้วหูสั่น แล้วส่งผ่านหูชั้นกลางเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้านำเข้าสู่สมอง หูคนเราประกอบด้วยหูชั้นนอก หูชั้นกลางและหูชั้นใน หูชั้นในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนมีลักษณะคล้ายก้นหอยทำหน้าที่รับเสียง กับส่วนที่เป็นอวัยวะรูปเกือกม้า 3 อันมารวมกันทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้วยังแบ่งตามโครงสร้างเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ภายในส่วนเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่

เราอาจแบ่งระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็น หูตึงน้อย หูตึงปานกลาง หูตึงมากถึงหูตึงรุนแรงและหูหนวก โดยใช้หน่วยวัดการได้ยินที่เรียกว่า เดซิเบล เป็นตัวกำหนดมาตรฐาน คนปกติมักมีระดับการได้ยินที่ 25 เดซิเบลหรือน้อยกว่า พวกหูตึงค่าความดังนี้จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และพวกที่หูหนวกมีระดับการได้ยินเสียไปมากกว่า 90 เดซิเบล



ปัญหาหูหนวกหูตึงย่อมมีผลต่อการพูดคุย และการสื่อความหมาย รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมกับคนข้างเคียง ยิ่งในเด็กแล้วผลที่ตามมาอันใหญ่หลวงคือ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านภาษา และการพูดให้สมบูรณ์สอดคล้องกับวัยได้ เสียงที่ดังเกินไปอาจจะมีผลทำให้หูตึงชั่วคราว หรืออาจทำให้หูตึงหรือประสาทหูเสื่อมแบบถาวร หูตึงชั่วคราวมักเกิดภายหลังจากที่ไปได้ยินเสียงดัง ๆ ในช่วงไม่นานนัก เช่น หลังเทศกาลตรุษจีนที่มีการจุดประทัดกัน ส่วนหูตึงแบบถาวร มักพบในพวกที่ได้รับเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เช่น พวกที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา เสียงที่ดังนี้นอกจากจะมีผลต่อการได้ยินแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายอีกหลายด้าน เช่น อาจรบกวนการนอน รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน รบกวนการสื่อสารติดต่อ ทำให้อารมณ์ตึงเครียด หงุดหงิดและอารมณ์เสียได้ง่าย

ประสาทหูเสื่อมในวัยชราเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เพราะคนเรามีอายุยืนขึ้น ควรนำผู้ป่วยมารับการตรวจวัดระดับการได้ยินก่อนว่าหูตึงมากน้อยเพียงใด และจะได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ ไม่ควรด่วนตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟังไปตามการโฆษณา บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีประสาทหูพิการ ตัดสินใจไปซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้ โดยอ่านเอาจากโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือบางรายซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่า สาเหตุของหูตึงหรือประสาทหูเสียนั้น มีมากมายหลายอย่าง และบางอย่างก็อาจรักษาให้หายได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด และแม้ว่าบางโรคอาจทำให้มีการสูญเสียการได้ยินถาวร และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง ก่อนการใช้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน เพื่อดูว่าจะได้รับประโยชน์จากเครื่องหรือไม่มากน้อยเพียงไร การติดต่อพูดคุยกับผู้ที่มีประสาทหูพิการหรือผู้สูงอายุ ต้องพูดช้า ๆ และชัดเจน พูดตรงหน้าเพื่อให้ผู้ฟังเห็นหน้าและริมฝีปาก ขณะออกเสียงไม่ควรสูบบุหรี่หรือเคี้ยวอะไรอยู่ในปากขณะพูด หากพูดแล้วยังสื่อความหมายไม่ได้ ควรเปลี่ยนประโยค หรือคำพูดไปใช้คำอื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน



ผู้ป่วยโรคมีเนีย จะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นอาการที่พบบ่อยมักพบร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกเกิดขึ้นในทันทีทันใด ระยะเวลาอาจจะอยู่นานกว่า 20 นาทีถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรงแต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนเป็นปกติ ส่วนอาการหูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวร ถ้าเป็นระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเป็นแค่ชั่วคราวหลังจากหายเวียนศีรษะ แล้วการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเวียนบ่อย ๆ หรือเป็นมานานอาการหูอื้อมักจะถาวรบางทีหูหนวกไปเลยก็ได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีอาการเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติร่วมด้วย ผู้ป่วยบางคนจะบอกว่ามีเสียงเหมือนจั๊กจั่นหรือจิ้งหรีดร้อง บางคนก็บอกว่าเหมือนเสียงคำรามอยู่ในหูตลอดเวลา เสียงดังในหูอาจเป็นตลอดเวลา หรือเป็นขณะเวียนศีรษะ ส่วนอาการตึง ๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน เกิดจากแรงดันของน้ำในหูชั้นในที่ผิดปกติ

หูชั้นนอกหมายถึงใบหู รูหู รวมไปถึงแก้วหู การอักเสบของหูชั้นนอกที่พบบ่อย คือการอักเสบของรูหู ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือผื่นแพ้ก็ได้ โดยมากมักเริ่มจากมีความชื้น เช่นน้ำเข้าหูและค้างอยู่ในหู ทำให้มีโอกาสที่เชื้อราหรือแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ก่อให้เกิดอาการอักเสบในรูหู การแคะหูทำให้มีแผลถลอกของรูหู และการติดเชื้อตามมาได้ อาการของหูชั้นนอกอักเสบมักเกิดภายหลังว่ายน้ำหรือแคะหู โดยผู้ป่วยจะมักมีอาการปวดหู หูเป็นน้ำเยิ้ม คล้ายหูแฉะ เป็นอาการหลัก บางรายมีอาการบวมแดงของรูหูและใบหู ซึ่งจะมีอาการหูอื้อตามมา โดยเฉพาะในรายที่มีเชื้อราหรือขี้หูมาก อาจทำให้รูหูอุดตัน ได้ยินไม่ชัด สำหรับการรักษา ส่วนใหญ่จะให้การรักษาตามสาเหตุ การทำความสะอาดหู ดูดหนอง หรือขี้หูออก แล้วเช็ดด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาเพิ่มความเป็นกรดในรูหู จะช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น

หูชั้นกลางจะเป็นโพรงอากาศเล็ก ๆ อยู่ระหว่างแก้วหูและหูชั้นใน โดยภายในหูชั้นกลางจะมีกระดูกฆ้อน ทั่ง โกลน มาต่อเชื่อมกันเพื่อนำเสียงเข้าสู่หูชั้นใน นอกจากนี้ยังมีท่อที่ต่อเชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับจมูก ซึ่งจะทำหน้าที่คอยปรับความดันในหูให้เท่ากับภายนอก การอักเสบของหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็ก ซึ่งมักจะเป็นผลจากการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนแล้วลามมายังหู การสังเกตหรือคอยติดตามดูอาการจะช่วยให้เราสามารถนำเด็กมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น โดยเด็กมักจะบ่นปวดหู, หูอื้อ มีไข้ขึ้น ภายหลังจากเป็นหวัด ไอมาได้สามสี่วัน ในเด็กเล็กอาจร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ การรักษาส่วนใหญ่แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะกรณีที่อาการปวดมีมาก และไม่ขึ้น ภายหลังให้ยา แพทย์อาจพิจารณาเจาะแก้วหูเป็นรูเล็ก ๆ เพื่อระบายหนองออกและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

เรียนรู้เรื่องการคัดจมูก

อาการคัดหรือแน่นจมูก พบได้บ่อย แม้ว่าส่วนใหญ่ของอาการคัดจมูกจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรง นอกจากความสำคัญ แต่สำหรับบางท่าน อาการนี้เป็นต้นเหตุของความรู้สึกไม่สบาย และทำให้คุณภาพชีวิตลดลง การปล่อยให้อาการนี้เรื้อรัง อาจมีผลแทรกซ้อนต่ออวัยวะข้างเคียง

โครงสร้างของจมูก

จมูกส่วนนอกประกอบด้วยผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อน กระดูก และกระดูกอ่อน ส่วนภายในโพรงจมูกแยกเป็น 2 ช่อง โดยมีผนังกันช่องจมูก(dentum) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่ออ่อน กระดูกอ่อน และกระดูกคั่นที่ด้านข้างของโพรงจมูกแต่ละข้างจะมีกระดูกเล็กๆ (tunbinate) 3 ชิ้นยื่นออก และให้กระดุกชิ้นบนและชิ้นกลางจะมีช่องทางติดต่อกับโพรงอากาศข้างจมูก (ไซนัส) ด้านหลังของโพรงจมูกจะมีรูเปิดของท่อปรับความดันอากาศระหว่างหูชั้นกลางกับภายนอก เยื่อบุภายในโพรงจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกจะทำให้ลมที่หายใจเข้าสะอาดอุ่นและชื้นและยังทำให้ได้กลิ่นด้วย

สาเหตุ

สาเหตุของอาการคัดจมูกอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทอาจคาบเกี่ยวกันและผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีมากกว่า 1 สาเหตุ

การติดเชื้อ โรคหวัดพบบ่อยในเด็ก และพบน้อยลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น โรคหวัดเกิดจากไวรัสต่างๆ ซึ่งแพร่โดยการกระจายทางอากาศ หรือจากมือไปยังจมูกมีผลให้มีการหลั่งสารเคมีอิาตามีน และมีเลือดไปเลี้ยงจมูกเพิ่มขึ้น เกิดอาการบวมของเนื้อเยื่อภายในจมูก และกระตุ้นเยื่อบุจมูกให้สร้างน้ำมูก ยาลดบวมและยาแก้แพ้จะช่วยบรรเทาอาการแต่ในผู้ป่วยบางคนอาจหายได้เอง

ระหว่างที่ติดหวัด จมูกจะมีความต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียของโพรงจมูก และไซนัสข้างเคียง มีผลทำให้น้ำมูกข้นและมีสีเหลืองและเขียว ปวดและกดเจ็บที่แก้มหรือฟันบน ระหว่างหัวตาและหน้าผาก

การติดเชื้อเรื้อรังของไซนัสอาจจะไม่มีอาการปวด แต่อาการคัดจมูกจะยังมีอยู่ และบ่อยครั้งที่มีเสมหะลงคอ บางคนอาจจะมีก้อนริดสีดวงจมูกร่วมด้วย การติดเชื้อของไซนัสอาจแพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้ไอเรื้อรังจากหลอดลมอักเสบ เป็นโรคหอบหืดหรือปอดบวม

การติดเชื้อเฉียบพลันของไซนัสส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยการใช้ยาต้านจุลชีพ แต่ไซนัสอักเสบเรื้อรังอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัด

ความผิดปกติทางโครงสร้าง
ความผิดปกติทางโครงสร้างได้แก่ภาวะผิดรูปของจมูกภายนอก ในส่วนที่เป็นกระดูกหรือกระดูกอ่อน เช่น ยุบหรือคด และผนังกันช่องจมูกคด ความผิดปกติดังกล่าวเกิดจากการบาดเจ็บในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต บางครั้งเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ความผิดปกติเหล่านี้ แก้ไขได้ ด้วยการผ่ตัด แต่ทั้งนี้ต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต่อมแอดิบอยด์ (ซึ่งอยู่ที่หลังโพรงจมูก) มีขนาดโต พบบในเด็ก โดยที่เด็กเหล่านี้จะหายใจเสียงดังเวลานอนหลับและกรน ถ้าเป็นอยู่นานเด็กจะหายใจทางปาก มีใบหน้าซึมเศร้า และฝันผิดปกติ ภาวะนี้พบมากในประเทศแถวตะวันตก ในประเทศไทยพบได้พอสมควร การรักษาคือการผ่าตัด

สาเหตุอื่นๆ ได้แก่เนื้องอก และสิ่งแปลกปลอม ในเด็กเล็กหรือคนปัญญาอ่อน อาจใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในโพรงจมูก ทำให้จมูกข้างนั้นมีกลิ่นเหม็น การรักษากระทำโดยการคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออก

โรคภูมิแพ้ของจมูก
ส่วนใหญ่โรคภูมิแพ้ของจมูกเกิดจากสิ่งที่สูดเข้าไป เช่น เกสรดอกไม้ เชื้อราในฝุ่นผง และขนสัตว์ เป็นต้น การสิ่งที่สูดเข้าไปอาจเกิดเป็นฤดูหรือเป็นทั้งปี มีส่วนน้อยเกิดจากการแพ้อาหาร ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้จะมีการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการง่วง ยาอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ คือยาลดบวมในจมูก ยาเหล่านี้ผู้ป่วยไม่ควรซื้อมาใช้เอง เพราะมีผลข้างเคียงต่างๆ

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจเต็นไม่สม่ำเสมอ คอหอยพอกชนิดเป็นพิษ ต้อหิน ชายสูงอายุที่มีต่อมลูกหมากโต และหญิงมีครรภ์ไม่ควรซื้อยาใช้เอง ควรรักษาจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า

การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ได้ผลดี ในกรณีทีใช้ยารับประทานไม่ค่อยได้ผล แต่การรักษาต้องใช้เวลานานเป็นแรมปี

เวโซมอเตอร์ ไรไนทิส (Vasomotor Rhinitis)
หลอดเลือดที่เลี้ยงเยื้อบุภายในจมูกมีมากมาย สามารถขยายและหดตัว ปกติหลอดเลือดเหล่านี้จะอยู่ในภาวะกึ่งหดตัว กึ่งขยายตัวเมื่อคนเราออกกำลังกาย ฮอร์โมนแอดริมาสินจะเพิ่มขึ้น เกิดการหดตัวของหลอดเลือดภายในโพรงจมูกทำให้โพรงจมูกโล่ง และคนนั้นหายใจได้สดวก ภาวะตรงข้ามเกิดขึ้นเมื่อเป็นหวัด หรือมีโรคภูมิแพ้

นอกจากโรคภูมิแพ้ และการติดเชื้อแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้หลอดเลือดภายในจมูกเกิดการขยายตัวเกิดการอักเสบแบบเวโซมอเตอร์ ไรไนทิส ภาวะเหล่านี้ได้แก่ภาวะเครียด ต่อมธัยรอยด์ทำหน้าที่น้อยกว่าปกติ การตั้งครรภ์ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลัน การใช้ยาลดอาการบวมภายในโพรงจมูก พ่นจมูกนานเกินไป รวมทั้งสิ่งระคายเคือง เช่น น้ำหอม บุหรี่

การป้องกัน

รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักเพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด
หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภุมิแบบฉับพลัน
หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือระคายเคือง เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรือควันรถยนต์ และขนสัตว์
งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์
อย่าใช้ยาพ่น หรือหยอดจมูกนานเกิน

ข้อมุลจากโรงพยาบาลไทยนครินทร์