วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ระวังตัว 8 โรคยอดฮิตของนักบริหาร

ผมได้อ่านเจอบทความหนึ่ง ของ Astv ผู้จัดการออนไลน์ เขียนไว้น่าสนใจทีเดียวครับ เกี่ยวโรคที่นักบริหารเจอกันบ่อย ฮิตฮ็อตที่สุด 8 โรคด้วยกัน เรามาดูซิว่ามีอะไรบ้างเพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ทันครับ

คงจะปฏิเสธได้ยากว่า หนึ่งในอาชีพจุดอ่อนที่ถูกโรคร้ายคุกคามได้ง่าย คงหนีไม่พ้นนักธุรกิจ นักบริหาร รวมไปถึงครอบครัวที่มีธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากต้องเผชิญกับความเครียด และความเสี่ยงไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ชายจะเป็นมากกว่าผู้หญิง นั่นหมายความว่า บุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ถูกรุมรังแกจากโรคมากที่สุดในบ้าน เห็นทีจะหนีไม่พ้นคุณพ่อ เส้นเลือดใหญ่ที่ต้องแบกความรับผิดชอบ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข จนละเลยสุขภาพของตัวเอง

กับประเด็นดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทางโรงพยาบาลกรุงเทพเห็นว่า อาชีพกลุ่มเสี่ยงนี้ จะต้องรู้เท่านั้น และบริหารชีวิตไม่ให้เครียดจนเกินไป ดังนั้นจึงได้รวบรวมข้อมูลอันดับโรคที่คุณพ่อนักธุรกิจ หรือนักบริหารเป็นมากที่สุด ซึ่งโดยหลักๆ แล้วมีด้วยกัน 8 โรค ซึ่งแต่ละโรคมีรายละเอียด และสัญญาณของอาการเตือนภัย ดังนี้

1. ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นโรคมาแรงในกลุ่มผู้บริหาร เพราะต้องเผชิญต่อความกดดัน และความเครียดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งลูกน้อง หรือคนใกล้ตัว ที่สำคัญโรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว

สำหรับสัญญาณเตือนของโรคดังกล่าวนี้ จะมีเสียงดังหวิวๆ หรือหึ่งๆ ในหู หรือได้ยินเสียงชีพจรในศีรษะของตัวเอง เวียนศีรษะ โดยเฉพาะตอนเปลี่ยนอิริยาบถ นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ว่าใจสั่นบ่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ขาบวม หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อย และเพลียผิดปกติ ขอแนะนำให้พาตัวเองมาตรวจสุขภาพทันที

2. โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เกิดจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะมีการอุดตันของเส้นเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ส่งผลให้เนื้อสมองเสียหาย อยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ โรคสมองขาดเลือด เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก จากสถิติของประเทศไทยพบว่าอัตราการตายซึ่งมีสาเหตุมาจากสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 พบเป็นร้อยละ 6 (ข้อมูลจาก World Health Organization, 2002)

3. หลอดเลือดหัวใจตีบตัน

สำหรับโรคที่สาม คือ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือโรคหัวใจขาดเลือด โรคนี้เป็นสาเหตุการตายสำคัญอันดับหนึ่งของไทย เกิดจากการตีบ หรืออุดตันของเส้นเลือดจากการสะสมไขมัน คอเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ

ดังนั้นใครที่มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ หรือจุกแน่นลึกๆ บริเวณใต้กระดูกหน้าอก หรือหน้าอกด้านซ้าย มักเจ็บตอนที่เดินเร็ว ยกของหนัก หรือวิ่ง หรือเมื่อรู้สึกเครียดที่ต้องทำงานเร่งรีบ ประกอบกับความเครียด ต้องทานอาหารฟาสต์ฟูด ทำให้อ้วน ขาดการออกกำลังกาย เหล่านี้ล้วนแต่นำมาสู่ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน

ส่วนใหญ่มักมีอาการเฉียบพลัน ทำให้ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ เฉียบพบันแบบไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก วิงเวียน หรือวูบแบบฉียบพลัน หากถึงมือแพทย์ช้า อาจเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตลอดชีวิต

4. โรคกระเพาะอาหาร

ตามมาด้วย โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคระบบทางเดินอาหารขัดข้อง เนื่องจากกระบวนการที่อาหารผ่านไปนั้นทำงานผิดปกติ โรคนี้ถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่ผู้บริหาร เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะต้องทำงานแข่งกับเวลา และเคร่งเครียดอยู่กับงานจนลืมที่จะรับประทานอาหาร หรือเกิดจากการดื่มสุรา สูบบุหรี่อย่างหนัก

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เมื่อกินอาหารเข้าไปประมาณ 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ก็จะมีอาการปวดท้อง บางครั้งเมื่อรับประทานข้าวเสร็จก็ปวดท้องขึ้นมาในทันทีทันใด หรือปวดท้องก่อนรับประทานก็ได้ หรืออาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยร่วมด้วย

5. โรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ ถือเป็นโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเพศชายซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้มีอัตราเสี่ยงสูง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ โรคพยาธิใบไม้ในตับ อะฟลาท็อกซินไนโตรซามีน ที่พบอยู่ในตัวยากันบูด ปลาร้า เนื้อแห้งโดยเฉพาะอาหารที่ใส่ดินประสิว ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือกรรมพันธุ์ เป็นต้น

อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งตับค่อนข้างคลุมเครือ บางรายอาจจะไม่เกิดอาการอะไร เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ทำงานไม่ค่อยไหว จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดอาหารไม่ย่อย บางรายเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา และอาจปวดร้าวไปที่ไหล่ข้างขวาหรือบริเวณลำตัวข้างขวาทั้งหมด ในระยะสุดท้ายจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง บางรายอาจมีน้ำในช่องท้อง ท้องมาน บวมที่ข้อเท้า

6. โรคเบาหวาน

ส่วนใหญ่ โรคเบาหวานมักเกิดได้ง่ายกับคนอ้วนหรือผู้ที่รับประทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป กรรมพันธุ์ รวมทั้งผู้ที่มีความเครียดอยู่ตลอดเวลาอย่างกลุ่มนักบริหาร เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมาทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด โรคเบาหวานมักพบจากการตรวจร่างกายประจำปี โดยไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น

นอกจากอาการอ่อนเพลีย สมองมึนงง และถ้าตรวจว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว ต้องดูแลรักษากันตลอดชีวิตเพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่ถ้าปล่อยปละละเลยอาการของโรคจะกำเริบมากขึ้น อาการระยะเฉียบพลัน เช่นเกิดภาวะน้ำตาลต่ำกว่าปกติ หน้ามืด เหงื่อแตก ใจสั่น

ขณะที่ระยะเรื้อรัง จะพบอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้งกระหายน้ำ ตาพร่ามัว สมรรถภาพทางเพศลดลง ความต้านทานโรคต่ำ ป่วยง่าย และมีโรคแทรกซ้อนในแบบอื่นๆเช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และระยะสุดท้าย จะพบเบาหวานลงไตอาจสูญเสียอวัยวะ เช่นเป็นแผลเรื้อรังที่เท้าจะต้องตัดทิ้ง

7. โรคถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพองที่เกิดกับกลุ่มนักบริหาร มักจะเกิดกับผู้ที่สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานานๆ หรืออยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป สัญญาณเตือนภัยของผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีอาการไอ เริ่มจากไอแห้งๆและมักไอมากตอนกลางคืนเวลาอากาศเย็นและตอนเช้าหลังตื่นนอน มีอาการเหนื่อยเวลาออกกำลังกาย เป็นหวัด หลอดลมอักเสบบ่อยๆหรือมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

8. โรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหัก หรือยุบตัวได้โดยง่าย มักเกิดขึ้นกับกลุ่มนักบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่สภาพร่างกายกำลังเสื่อมสมรรถภาพ และมักไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำงานแข่งขันกับเวลา เครียด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ และกาแฟเป็นประจำ รวมทั้งมองข้ามอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วยเช่น เคยมีประวัติกระดูกหักในครอบครัวจากภาวะกระดูกพรุน หรือรับประทานยา Steroid เป็นประจำ ควรเริ่มตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่ออายุ 40 ปี

โดยในระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อเริ่มมีอาการ แสดงว่าเป็นโรคมากแล้ว อาการสำคัญของโรค ได้แก่ ปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย ต่อมาความสูงของลำตัวจะค่อยๆ ลดลง หลังจะโก่งค่อมหากหลังโก่งค่อมมากๆ จะ ทำให้ปวดหลังมากเสียบุคลิก เคลื่อนไหวลำบากระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารถูกรบกวน เมื่อเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ จะหายยาก ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ท้องอืดเฟ้อ และท้องผูกเป็นประจำ

ทั้ง 8 โรคที่กล่าวมานี้ สิ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อนักบริหาร สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กับสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ นั่นคือ การแบ่งเวลาให้กับตัวเอง โดยการใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์พักผ่อนกับครอบครัวอย่างเต็มที่ รวมถึงหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจและปอด มีสมรรถภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความอ้วนทำให้ไขมันใต้ผิวหนังหมดไป อีกทั้งยังเป็นการลดน้ำตาลในเส้นเลือดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ถ้าทำได้ ควรฝึกนิสัยในการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอให้ครบทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก สิ่งเสพติด เครื่องดื่มมึนเมา และหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี เพียงเท่านี้ก็จะเป็นคุณพ่อนักบริหารที่มีประสิทธิภาพ นำพาองค์กร และครอบครับไปสู่ความสำเร็จโดยไม่เป็นเหยื่อของ 8 โรคดังกล่าวนี้

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

หวานเป็นยามีจริงด้วย"น้ำผึ้ง"

น้ำผึ้ง ถือเป็นหนึ่งในของขวัญที่หลายคนจะนึกถึงเพื่อมอบให้กับญาติมิตรในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เก็บได้นาน แถมนำไปรับประทานได้หลากรูปแบบ แต่ก่อนจะเลือกของขวัญจากธรรมชาติชนิดนี้ ลองมาดูสรรพคุณของน้ำผึ้งกันอีกที เผื่อเอาไว้บอกกล่าวเล่าสู่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มสำหรับวันพิเศษที่กำลังจะมาถึง

น้ำผึ้ง เกิดจากการที่ผึ้งลำเลียงน้ำจากเกสรดอกไม้ที่เป็นน้ำหวานจากธรรมชาติ แล้วใช้กรด Enzyme ในห้องผึ้งเพื่อเปลี่ยนเกสรดอกไม้เหล่านั้นให้เป็นน้ำผึ้ง ดังนั้น น้ำผึ้งจากแต่ละแหล่งจึงแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบแต่ละชนิด และน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งในป่าใหญ่จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารแตกต่างจากผึ้งเลี้ยง ซึ่งจะมีการเติมน้ำหวานจากน้ำตาลและเกสรเทียมทำให้คุณค่าลดน้อยลงไป

น.พ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล เขียนคอลัมน์ แพทย์แผนจีน ลงในเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน โดยอ้างถึงคัมภีร์ชื่อ เปิ่น-เฉา-กัง-มู่ ที่เขียนโดย หลี่สือเจิน ว่ามีการกล่าวถึงความแตกต่างของน้ำผึ้งที่ได้จากเกสรดอกไม้ชนิดต่างๆ กัน ทำให้มีสรรพคุณแตกต่างกันด้วย เช่น

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำไย บำรุงและเลือด บำรุงสมอง ช่วยความจำ ทำให้นอนหลับ

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่ แก้กระหาย กระตุ้นน้ำลาย บำรุงหัวใจและไต

น้ำผึ้งจากเกสรเบญจมาศป่า ขับร้อนขับไฟ ขับลมแก้พิษ

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า ขับร้อนกระตุ้นความอยากอาหาร บำรุงม้าม บำรุงประสาท

น้ำผึ้งจากเกสรของส้ม ลดบวม-ขับพิษ แก้กระหายน้ำ


มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งมานาน หลักฐานเก่าแก่สุดที่ถูกค้นพบ คือภาพเขียนผนังถ้ำวาเลนเซียในประเทศสเปนอายุกว่า 10,000 ปี ที่เป็นภาพผู้หญิงกำลังปีนบันไดซึ่งพาดอยู่กับต้นไม้ มือหนึ่งถือตะกร้า อีกมือเอื้อมคว้ารวงผึ้งที่ห้อยอยู่กับกิ่งไม้

อีกหลายชาติมีการบันทึกเรื่องราวของน้ำผึ้งไว้ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งในด้านศาสนา โดยความเชื่อฮินดู น้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะ และถูกนำมาใช้เพื่อบูชาพระเจ้า ไบเบิลก็เขียนถึงน้ำผึ้งว่าเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในทำนองเดียวกัน ขณะที่พุทธประวัติมีบันทึกเรื่องของน้ำผึ้งว่าเป็นส่วนผสมในข้าวมธุปายาสซึ่งถวายแด่พระพุทธเจ้าช่วยให้พระวรกายของพระองค์กลับมาสมบูรณ์แข็งแรง

ในทางการแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้น้ำผึ้งผสมผงอบเชย เพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกายมานานหลายศตวรรษ ด้านตำราจีนของ หลี่สือเจิน บันทึกสรรพคุณ 5 ประการของน้ำผึ้งกล่าวคือ ขับร้อน บำรุงส่วนกลาง (กระเพาะอาหารและม้าม) ขับพิษ รักษาแผล ทำให้ชุ่มชื่นลดความแห้งแก้ไอ และแก้ปวด

ขณะที่แพทย์แผนไทยใช้น้ำผึ้งเพื่อช่วยแต่งรสยา ให้ยามีรสอร่อยขึ้นและช่วยชูกำลัง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในน้ำกระสายยา ที่ช่วยทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของไตและกระจายเลือด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังมากขึ้น บางครั้งน้ำผึ้งถูกนำมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอนอีกด้วย

ตำนานและเรื่องเล่าทางศาสนาดูเหมือนจะอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ของยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่า น้ำผึ้งแท้ มีองค์ประกอบของน้ำตาล Dextrose และ Fructose ราวร้อยละ 50-90 ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทางยาสูงกว่าน้ำตาล Sucrose ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 0.1-10 นอกจากนี้น้ำผึ้งยัง อุดมด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี วิตามินเค และวิตามินซีจากธรรมชาติ รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ ได้แก่ กรดอะมิโน กรดไขมัน และเกลือแร่ต่างๆ อย่างสังกะสี และทองแดง

ในอเมริกาและแคนาดา มีการรักษาและป้องกันโรคหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน นอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ

ข้อมูลจากมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งสำหรับท่านชายที่สมรรถภาพหย่อนยาน ว่าน้ำผึ้งเพียวๆ รับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน น้ำผึ้งจะช่วยให้เชื้ออสุจิคึกคักขึ้น ถ้าย้อนไปดูสูตรโบราณมีการดองกล้วยน้ำว้ากับน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มพลังบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน

มีคำแนะนำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานน้ำผึ้ง ได้แก่

1.ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าดื่มโดยผสมน้ำอุ่น จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจาง ลดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ถ้าดื่มโดยผสมน้ำเย็นจะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้กระตุ้นการถ่ายอุจจาระ

2.ควรดื่มหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะการดื่มหลังอาหารทันที จะทำให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดให้สูงมากยิ่งขึ้น ทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งจะเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก

3.ควรดื่มก่อนนอน เหมาะสำหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และนอนหลับยาก

หวาน อร่อย แถมมีสารพัดสรรพคุณ เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ถ้ากำลังมองหาของขวัญเพื่อคนพิเศษ น้ำผึ้งจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสนุกดอทคอมครับ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

นานาคุณค่า กับ"ข้าวหอมราชินี"

เปลี่ยนทัศนคติกันเถอะ!! อย่าคิดว่าแค่โปรตีนและวิตามิน จะเป็น "ฮีโร่" ทำให้ผอมเพรียวได้เท่านั้น อย่าลืมว่าร่างกายก็ต้องการพลังงานเช่นกันนะ หนุ่มสาวกลัวอ้วนทั้งหลาย "เลิกยี้แป้ง" แต่ควรเขี่ยข้าวขัดขาวทิ้ง แล้วมองวัตถุดิบตัวเลือกชั้นดีหน้าใหม่จากธรรมชาติกันดีกว่า

"ข้าวหอมราชินี" หรือข้าวกล้องปรุงกระยาทิพย์ "แรกผลิ 6" เป็นสุดยอดข้าวไทยคุณภาพผสานคุณค่าข้าวไทย 6 พันธุ์ชั้นเยี่ยมรวมกัน ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ ข้าวกล้องขาวดอกมะลิ ข้าวเหนียวกล้อง ข้าวกล้องหอมกุหลาบ ข้าวแดงสุรินทร์ และข้าวกล่ำดอยมูเซอ มีรสชาติกลมกล่อม หุงง่าย ไม่ต้องซาวน้ำ

เมื่อนำไปหุงรับประทาน มันจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นกากใยอาหาร ให้วิตามินสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมน ชะลอแก่ ลดการเกิดสิวและปวดประจำเดือน ช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงไขข้ออักเสบ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ทั้งยังมีส่วนช่วยในการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการขับน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เพื่อสลายไขมัน เหมาะกับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้รักสุขภาพ สตรีวัยทอง และเด็ก หากเบื่อข้าว ซึ่งเป็นเมนูหลักของอาหารไทย อยากเปลี่ยนมาสัมผัสรสเลี่ยนๆ แบบฝรั่งดูบ้าง ก็ลองเปลี่ยนจากสปาเกตตีข้าวสาลีธรรมดา เป็น "เส้นสปาเกตตีโฮลเกรน"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หยุดพิษบุหรี่มือสอง "เพื่อบ้านในฝัน"

การสูบบุหรี่นอกจากจะเกิดผลร้ายโดยตรงต่อตัวเองแล้ว บางครั้งก็เกิดผลร้ายต่อคนอื่นหรือคนใกล้ชิด ที่สูดเอาควันบุหรี่ที่คุณกำลังสูบโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเด็กซึ่งมีภูมิคุ้มกันน้อย หากสูดควันบุหรี่เข้าไปมากๆ ก็จะเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นการสะสมสารก่อมะเร็งโดยตรง

พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีตระหนักถึงอันตรายจากบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง จึงได้จัดโครงการบ้านปลอดบุหรี่และขยายเครือข่ายการรณรงค์โครงการบ้านปลอดบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้สู่ประชาชน พ่อแม่/ผู้ปกครอง ให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของการได้รับควันบุหรี่ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในด้านความเสี่ยงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นและเน้นแบบอย่างของการไม่สูบบุหรี่ของพ่อแม่/ผู้ปกครอง ด้วยการรณรงค์ให้ "บ้านปลอดบุหรี่" พร้อมขยายเครือข่ายโครงการบ้านปลอดบุหรี่ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย

รศ.คลินิก (พิเศษ) แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการโครงการบ้านปลอดบุหรี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่สถาบันฯ เป็นศูนย์กลางการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่จึงได้พัฒนาระบบการบริการสำหรับให้ความรู้ และส่งเสริมการเลิกสูบบุหรี่ โดยเริ่มให้กับบุคลากร ผู้ปกครอง และผู้ใช้บริการของสถาบันฯ ทั้งในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ทั้งนี้ ได้ทำต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเปิดเผยเกี่ยวกับพิษภัยควันบุหรี่มือสองในบ้านที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ พบว่า เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ การเป็นหวัดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะโรคหืดมากถึงร้อยละ80 สถาบันฯ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จากพ่อแม่/ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุแรกเกิด 12 ปี ที่นำบุตรหลานมารับบริการตรวจรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯ พบว่า มีพ่อแม่/ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ในบ้านที่มีเด็กร้อยละ 82 และร้อยละ 50 ไม่เคยทราบว่าโรคต่างๆ ในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ 1 ใน 3 เคยเห็นบุตรหลานเลียนแบบท่าทางการสูบบุหรี่ ซึ่งสถาบันฯได้ทำสื่อการเรียนรู้เรื่อง"บ้านปลอดบุหรี่"ไว้ด้านหลังบัตรคิวฉีดวัคซีนและคลินิกต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานเข้ารับบริการได้รับความรู้จากพิษภัยควันบุหรี่มือสองโดย

ตรง รวมถึงสื่อเพื่อการรณรงค์อื่นๆส่งมอบต่อให้ รพ.เครือข่ายใช้เพื่อการร่วมรณรงค์อีกด้วย ท้ายสุด รศ.คลินิก (พิเศษ)แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ยังแนะวิธีป้องกันภัยลูกรักจากควันบุหรี่มือสองว่า การทำให้บ้านปลอดบุหรี่ รวมทั้งในรถยนต์ส่วนตัวและที่ทำงานสอน ลูกรักให้อยู่ห่างจากผู้สูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารในร้านที่ปลอดบุหรี่ทั้งร้าน หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือ

อากาศถ่ายเทไม่สะดวกและรวมถึงการขอร้องคนสูบบุหรี่อย่าสูบบุหรี่ใกล้ลูกรักของเราเป็นวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถทำได้ เพื่อช่วยให้ลูกรักปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสอง

อย่างที่ทราบว่า บุหรี่ไม่เป็นผลดีต่อคนสูบหรือคนใกล้ชิด การห้ามไม่ให้คนอื่นสูบบุหรี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่หากเข้าใจและรู้จักป้องกันเราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของควันบุหรี่ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากควันบุหรี่อีกต่อไป

ขอบพระคุณหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เป็นมะเร็งปากมดลูก!!

เกร็ดความรู้วันนี้เป็นของชาวเว็บท่านหนึ่งที่อยากฝากเตือนผู้หญิงทุกคนค่ะ นั่นคือ มะเร็งร้ายที่ปากมดลูกสิ่งที่ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

มะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดได้จากการใช้ทิชชูในเวลาทำกิจวัตร จะเกิดจากเป็นเชื้อราเล็กๆ และขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย

ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นเชื้อราเล็กๆ อยู่จึงไม่กังวลมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงคือทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจที่เมื่อใช้เป็นเวลานานติดต่อกันจะทำให้เกิดในช่องคลอดได้

หมอแนะนำว่าหลังจากเสร็จกิจใน ห้องน้ำ ให้ใช้ทิชชูซับแทนการเช็ด และต้องซับครั้งเดียว ไม่เกิน 10 วินาทีเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราได้ 50 % ด้วย ความปรารถนาดี

โดย เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

เซเลอรี่ต้านไมเกรน ได้นะครับ



เซเลอรี่เป็นผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นทำเนียบผักที่มีประโยชน์ในการบำบัดอาการต่างๆ สำหรับคนที่มีอาการไมเกรน แนะนำให้ดื่มน้ำเอนไซม์เซเลอรี่วันละครึ่งแก้ว เพราะน้ำเซเลอรี่อุดมไปด้วยคูมาริน ที่ทำให้การไหลเวียนของระบบโลหิตทำงานได้ดี ช่วยอาการปวดคลายตัว นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น และช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอล จึงช่วยลดและป้องกันอาการไมเกรนได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากชีวะจิตครับ

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

รักษาแผลในกระเพาะ-ลำไส้ ด้วยสมุนไพรไทย

โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง แต่อุบัติการของโรคนี้ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานจำนวนที่แน่นอน โรคนี้พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วไป และพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

โรคกระเพาะตามความหมายของแพทย์ หมายถึง แผลที่กระเพาะอาหาร (gastric ulcer) หรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer) ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลศิริราชว่าแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบมากกว่าแผลที่กระเพาะอาหารประมาณ 2 เท่า


แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบบ่อยในวัยหนุ่มสาว โดยอายุเฉลี่ยของผู้เป็นโรคนี้คือ 35 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า ส่วนแผลที่กระเพาะอาหารมักพบในวัยกลางคนขึ้นไป โดยอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคนี้คือ 42 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า

สาเหตุของโรคดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ปกติจะมีสารเมือก (mucin) หลั่งออกจากต่อมในส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและส่วนบนของลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันเยื่อบุกระเพาะจากฤทธิ์กัดของน้ำย่อยที่เป็นกรดอย่างแรง แต่มีปัจจัยบางอย่างที่คาดว่าจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง เกิดการอักเสบและเป็นแผลได้ง่าย เช่น ภาวะขาดอาหาร ภาวะเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานยาหรือสารบางชนิดที่กัดกระเพาะ สูบบุหรี่จัด ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนมากหรือเนื่องจากกรรมพันธุ์

อาการระยะแรก คือ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาจมีความรู้สึกอิ่มแน่นหรือหิวร่วมด้วย แผลในกระเพาะอาหารมักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 1-ชั่วโมงครึ่ง ส่วนแผลในลำไส้มักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมง และช่วงดึกหลังเที่ยงคืนด้วย

การรักษาจะไม่หายขาด ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองคล้ายกับผู้ป่วยท้องอืด ท้องเฟ้อ ระยะที่ปวดท้องควรดื่มนมถั่วเหลืองทุก 3-4 ชั่วโมงพร้อมทั้งใช้สมุนไพรที่แนะนำ รับประทานอาหารอ่อน ทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ งดอาหารรสจัดและสิ่งต้องห้ามข้างต้น และหาทางคลายเครียดด้วย จะมีสมุนไพรที่ช่วยรักษาเยื่อบุทางเดินอาหารให้แข็งแรงขึ้น และควรใช้สมุนไพรขับลมร่วมด้วย
กล้วยน้ำว้ารับประทานผลดิบสดครั้งละครึ่งถึง 1 ผล อาจใช้ผลดิบหั่นบางๆตากแห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม ใช้ผงยาเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล

ข้อควรระวัง อาจมีอาการท้องอืดหลังรับประทานยานี้ แก้ได้โดยดื่มน้ำต้มขิงหรือสมุนไพรขับลมอื่นๆ
ขมิ้นชันผงขมิ้นครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนหรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2 เม็ด

ขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จากสมุนไพรดอทคอมครับ