วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

คอมิโดน สาเหตุผิวหน้าหมองคล้ำ

เมื่อหน้าผ่อง..ต้องหมองคล้ำ

การมีใบหน้าที่ผ่องใสนั้นย่อมเป็นสิ่งหมายปองของทุก ๆ คน แต่ในกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องสิวแล้ว เกิดความรู้สึกว่าใบหน้าหมองคล้ำเพราะรอยดำจากสิว ก็คงต้องหาวิธีรักษากันให้ดี เพราะรอยดำหรือรอยแผลเป็นเหล่านี้ หากรักษาไม่ดี ในหน้าสวย ๆ ใส ๆ ก็อาจมีรอยแห่งความหมองคล้ำไปตลอด

สิวทำให้เกิดรอยดำได้อย่างไร
รอยดำหมองคล้ำที่เกิดกับผิว เกิดได้ทุกกรณีที่มีการอักเสบเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เฉพาะสิวเท่านั้น แต่เนื่องจากสิวเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยบนใบหน้า และสิวทำให้เกิดการอักเสบของต่อมไขมัน และรูขุมขนจนกลายเป็นเม็ดนูน บวมแดง เป็นตุ่ม เป็นฝีหนอง หรือที่เรียกกันว่า “ สิวอักเสบ”


เมื่อเกิดการอักเสบของผิวหนังแล้ว ทำไมต้องมีรอยดำเกิดขึ้นด้วย ในทางการแพทย์อธิบายเอาไว้ว่า รอยดำจากการอักเสบนี้เกิดเพราะมี “สี” หรือ “เม็ดสี” (MELANIN) ตกค้างชั่วคราวอยู่ใต้ผิวหนัง

ขออธิบายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจสักนิด เกี่ยวกับสีของผิวหนังว่า ปกติผิวหนังจะมีการสร้าง “สี” โดยเซลล์ชนิดหนึ่งเรียกว่า “เซลล์สร้างสี” (MELANOCYTE) สีที่สร้างขึ้นมา จะส่งกระจายอยู่ตามเซลล์ของหนังกำพร้า เพื่อทำหน้าที่กั้นกรองรังสีที่จะทำอันตรายผิว ดังนั้นคุณจะเห็นว่าพวกนิโกรซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นคนป่าอยู่ในเขตร้อนเขตศูนย์สูตร จึงมีผิวดำเป็นของธรรมดา เพราะผิวต้องป้องกันตัวโดยการสร้างสีมากเป็นพิเศษ เพื่อช่วยปกป้องจากรังสี

ปกติผิวคนเราจะขาวหรือดำก็ค่อนข้างจะสม่ำเสมอเท่ากัน นอกจากบางจุด ที่มีการคั่งค้างของเม็ดสี จึงจะมีสีดำกว่าผิวปกติ

การอักเสบของผิวหนัง (รวมทั้งสิว) จะทำให้มีการคั่งค้างและตกค้างของเม็ดสีมากกว่าปกติ เนื่องจากการอักเสบจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างสีและในขณะที่มีการอักเสบนั้น เซลล์จะบวมและทำงานผิดปกติ ไม่ยอมรับ “เม็ดสี” ที่ “เซลล์สร้างสี” สร้างและแจกจ่ายให้ ผลก็คือ เม็ดสีที่สร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องคอยเก้อ กระจายอยู่ในชั้นของผิวหนัง ชั้นล่างใกล้ ๆ กับเซลล์สร้างสี และนานเข้าก็มีการร่วงหล่นลงไปในชั้น “หนังแท้” ชั้นของผิวหนังซึ่งอยู่ลึกลงไป

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ในทางการแพทย์เรียกว่า DROPPING OF MELANIN หรือการตกค้างของเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ซึ่งทำให้เกิดรอยดำจากการอักเสบเกิดขึ้น

ถ้าเป็นการอักเสบของผิวหนัง หรือสิวอักเสบเป็นไม่มากขึ้น ไม่รุนแรงและหายเร็ว การร่วงหล่นของเม็ดสีสู่ชั้นหนังแท้ก็เกิดขึ้นน้อย พอผิวหายอักเสบ สีที่ตกค้างก็ถูกกำจัดออกไป พร้อมกับเซลล์หนังกำพร้าตามปกติ แต่ถ้าอักเสบรุนแรง ลงลึก และเป็นอยู่นาน มีการตกหล่นของเม็ดสีจำนวนมาก อันนี้จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะเม็ดสีที่ตกลงไปอยู่ในหนังแท้จะไม่ถูกขับออกทางผิวหนัง แต่จะตกค้างคาราคาซังอยู่อย่างนั้น ปัญหาที่เกิดตามมา ก็คือรอยดำจากสิวอักเสบนั้น ก็เป็นอยู่นานไม่ยอมจางหายไปง่าย ๆ

ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดก็คือป้องกันไม่ให้เกิดสิว ซึ่งอาจใช้ตัวยาละลายการอุดตันหรือตัวยาช่วยละลายคอมีโดน ซึ่งถ้าเป็นสิวอุดตันโผล่ขึ้นมาประปราย โปรดอย่างนิ่งนอนใจ รีบจัดการเสียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวยาหรือกรรมวิธีการกดสิว ส่วนรอยดำถ้าเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจใช้สารซึ่งสกัดจากผลไม้ AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ผ่องใสขึ้นก็ได้ ก็ได้เป็นการป้องกัน ได้อีกวิธีหนึ่ง ปัญหาผิวพรรณไม่ใช่เรื่องยุ่งยากมากมายหากรู้วิธีป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ เสียก่อน

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

รักษาฝี และแผลพุพอง ด้วยสมุนไพร

ชื่อสมุนไพร : ชุมเห็ดเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Classia alata Linn.
วงศ์ : LEGUMINOSAE
ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดเทศ (ภาคกลาง) ขี้คาก ลับมึนหลวง
หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย)
ชุมเห็ด (มหาสารคาม) ตะลีพอ (กะเหรียง - แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-5 เมตร มีแขนงมาก ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 4-20 คู่ ก้านใบแข็ง ตั้งฉากกับกิ่งใบเรียงตัวเป็นคู่และเรียงตัว
อยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเว้าตอนปลายใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองใหญ่
ผลเป็นฝักแบนมีปีก 4 ปีก คล้ายถั่วพู ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่สีดำและมีเมล็ดสีดำ

ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสดหรือแห้ง ดอกสด

รสและสรรพคุณ
รสเบื่อเอียน ใช้แก้กลากเกลื่อน โรคผิวหนังและอาการท้องผูก

การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่าย และวิธีใช้
1. โรคกลาก ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อยหรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่าๆ กัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมาก
นิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้งจนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน

2.อาการท้องผูก ใช้ใบและดอกชุมเห็ดเทศรักษา เตรียมได้โดย
2.1 ใช้ดอกสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก
2.2 นำใบย่อยสด 12 ใบ หั่นตากแดด นำมาต้มเอาน้ำดื่ม
2.3 นำใบชุมเห็ดเทศแห้ง มาบดเป็นผง ใช้ผงยาครั้งละ 3-6 กรัม บรรจุในถุงกระดาษเช่นเดียวกับถุงชา นำมาแช่ละลาย
น้ำเดือด 120 มิลลิลิตรนาน 10 นาที และใช้ดื่มก่อนนอนเมื่อมีอาการ หรือใช้ผงยาปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนรับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน

3.ใบและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผลพุพอง วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถ้าเป็นมาก
ใช้ประมาณ 10 กำมือต้มน้ำอาบ

ชื่อสมุนไพร : ฟ้าทะลายโจร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน (กรุงเทพฯ)
หญ้ากันงู (สงขลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) คีปังฮี (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นมักเป็นเหลี่ยมแตกกิ่งเล็กด้านข้างจำนวนมาก ใบสีเขียว ตัวใบเรียว ปลายแหลม
ดอกขนาดเล็กสีขาว ประสีม่วงแดง ฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดในสีน้ำตาลอ่อน

รสและสรรพคุณ
รสขม เย็น แก้ไข้ และอาการเจ็บคอ

การเตรียมยาสมุนไพรอย่างง่ายและวิธีใช้
1.ยาลูกกลอน นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ห้ามตากแดด) บอเป็นผงให้ละเอียด ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง
เก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน

2.ยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้วใช้เหล้าโรงแช่ให้น้ำท่วมยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวด หรือ
คนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3-4 ครั้ง
ก่อนอาหาร

3.ยาต้ม ใช้ใบฟ้าทะลายสด 1-3 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง หรือเวลามีอาการ (แก้อาการเจ็บคอ ใช้เพียง 1 กำมือ)
ฟ้าทะลายโจรรักษาฝีแผลพุพอง เตรียมโดยใช้ใบฟ้าทะลายโจรตำพอกหรือคั้นน้ำทาบริเวณฝีแผลพุพอง

ชื่อสมุนไพร : ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera linn. var. chinensis (Haw.) Berg.
วงศ์ : ALOACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านหางจระเข้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกา เป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น ใบจะงอกขึ้นมาจากดิน ใบหนา โคนใบกว้าง 3-5 ซม. ใบยาว 20-50 ซม.
ปลายใบแหลม ริมใบหยักและมีหนามผิวใบสีเขียวและมีรอยกระสีขาว ภายในใบมีวุ้นและเมือกมาก ดอกออกจากกลางต้นเป็นช่อ ก้านดอกยาวมาก ดอกเป็นหลอดปลายแยก สีส้มแดงออกสีเหลืองเล็กน้อย

ส่วนที่ใช้เป็นยา
วุ้นจากใบสด

รสและสรรพคุณ
รสจืดเย็น

การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
วุ้นจากใบรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยเลือกใบว่านที่อยู่ส่วนกลางของต้น เพราะใบใหญ่ได้วุ้นมากกว่าใบเล็ก ปอกเปลือกสีเขียวออกด้วยมีดที่
สะอาด ล้างยางให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำด่างทับทิม ขูดเอาวุ้นใสมาทาบริเวณแผลให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง
จนกว่าแผลจะหาย ช่วยระงับความเจ็บปวด ช่วยให้แผลหายเร็ว และไม่เกิดแผลเป็น วุ้นว่านหางจระเข้ยังใช้ทารักษาผิวไหม้ที่เกิดจากแดดเผาและจากการฉายรังสีได้ด้วย

ข้อควรระวัง
1.ก่อนใช้ว่าน ทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
2.ควรล้างยางสีเหลืองที่อาจติดมากับวุ้นออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้

ชื่อสมุนไพร : ว่านมหากาฬ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura pseudochina
DC.var.hispida Thv.
วงศ์ : ASTERACEAE
ชื่อท้องถิ่น : ดาวเรือง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ว่านมมหากาฬเป็นไม้ล้มลุก มีรากใหญ่ ลำต้นอวบน้ำเลื้อยทอดยาวไปตามดิน ชูยอดตั้งขึ้น ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนรอบต้น รูปใบหอกกลับ กว้าง 2.5-8 ซม. ยาว 6-30 ซม. ขอบใบหยักต่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ดอกออกเป็นช่อ ที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองทอง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสด หัวใต้ดิน

รสและสรรพคุณ
ใบสดใช้โขลกผสมกับเหล้า ใช้พอกฝีหรือหัวลำมะลอก ทำให้เย็น ถอนพิษ บรรเทาอาการปวดแสบ ปวดร้อน ใช้กินดับพิษมหากาฬ พิษร้อน ไข้เซื่องซึม
กระสับกระส่าย รักษาพิษอักเสบ

การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่ายและวิธีใช้
นำหัวว่านมหากาฬมาตำพอกหรือฝนกับน้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝีและแผลพุพอง วันละ 3-4 ครั้ง

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

"ถ่ายเป็นเลือด" ระวังโรคแฝง...ร้ายแรงถึงชีวิต!!

อาการตกใจกลัวสุดขีด จะเกิดขึ้นเมื่อทราบว่า ตัวเอง ถ่ายเป็นเลือด ทำให้คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าเป็นโรคร้ายชนิดใดกันแน่ เพราะการถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ริดสีดวงทวารหนัก ฝีบริเวณทวารหนักและที่หนักสุด ๆ เห็นจะเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ทำให้ใครหลายคนกังวลใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ!!

วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเพื่อคลายความกังวลกัน โดย นพ.สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า อาการถ่ายเป็นเลือดนั้นเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวารหนักที่เกิดจากหลอดเลือดดำของผนังเหยื่อบุทวารหนักโป่งพอง เมื่อเกิดขึ้นจะพบเป็นก้อนโป่งพองโผล่ออกมาขณะอุจจาระหรืออาจทำให้เลือดออกขณะก่อนหรือหลังถ่ายอุจจาระ

สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนักที่พบบ่อยมาก ที่สุดคือ อุปนิสัยการขับถ่าย และการกินอาหาร ได้แก่ ไม่ทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ จึงมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระลำบาก หลาย ๆ วันถ่ายครั้งหนึ่ง หรือความเร่งรีบต้องกลั้นไว้ส่ง ผลให้อุจจาระแข็งต้องเบ่งอยู่นานขณะขับถ่าย ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมาก เส้นเลือดดำถ่ายเทไม่สะดวกและโป่งพองขึ้น อาการของผู้เป็นริดสีดวงทวารหนักมักเป็นได้ทั้งภายในและภายนอกแต่ส่วนมากมักเป็นแบบภายใน เริ่มแรกมีอาการถ่ายเป็นเลือดสีแดงสด ๆ

ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ พันธุกรรม, การตั้งครรภ์ เพราะมดลูกใหญ่ขึ้นกดทับหลอดเลือดดำทำให้ถ่ายเทลำบาก รวมถึงคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ เพราะปกติแล้วบริเวณทวารหนักจะมีเลือดมาเลี้ยงมากและเลือดภายในกลุ่มหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลถ่ายเทไปสู่หลอดเลือดดำภายในช่องท้อง แต่ถ้าเรามีปัญหาโรคหัวใจหรือโรคตับเลือดจะถ่ายเทไม่สะดวกและตีกลับมายังหลอดเลือดที่ทวารหนัก ทำให้โป่งพองเป็นริดสีดวงในที่สุด

แพทย์แบ่งอาการเป็น 4 ระยะ คือ 1.มีอาการเลือดออก หัวริดสีดวงอยู่ข้างใน 2.ถ่ายอุจจาระแล้วมีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมาเวลาเบ่งแต่หดกลับเข้าไปได้เอง 3.ถ่ายอุจจาระแล้ว มีก้อนริดสีดวงฯ โผล่ออกมา และไม่หดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วมือดันกลับจึงเข้าและ 4.ริดสีดวงฯ โผล่ออกมาภายนอกไม่สามารถดันกลับไปได้ ซึ่งการรักษานั้นในระดับ 1-2 คือให้ยามีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวหรือใช้ยางรัดให้หัวริดสีดวงฝ่อหลุดไปเองรวมทั้งแนะนำให้เปลี่ยนอุปนิสัยการกินและการขับถ่าย ส่วนระดับที่ 3-4 ถือว่าเป็นมากแล้วต้องทำการผ่าตัดแต่อาจไม่หายขาดหากเรายังมีพฤติกรรมเดิม ๆ จะทำให้กลับมาเป็นได้อีก

90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกทางทวารหนักหรือถ่ายเป็นเลือดมักคิดว่าเป็นริดสีดวงฯ แต่อีกโรคหนึ่งที่ร้ายแรงกว่าและแอบแฝงอยู่ในอาการถ่ายเป็นเลือดด้วยเช่นกันคือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าการ ถ่ายเป็นเลือดนั้นต้องเป็นโรคริดสีดวงฯ และอาจรุนแรงถึงขั้นกลายเป็นมะเร็งได้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ คนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหากจะมีภาวะเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงมากกว่าคนปกติ ดังนั้นอาการถ่ายเป็นเลือดจึงเป็นอันตรายร้ายแรงมากกว่าที่เราคิดไว้

นพ.สุรพันธ์ อธิบายข้อแตกต่างระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับโรคริดสีดวงทวารหนักว่า ริดสีดวงฯ เกิดจากหลอดเลือดดำในลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากความผิดปกติของติ่งเนื้อตรงเยื่อบุผิวหนังของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากภาวะเซลล์ในร่างกายเสื่อมและได้รับสารพิษตกค้างในอาหารและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 1-2 ซม.ถ่ายอุจจาระ มีเลือดปนออกมา เลือดออกทางทวารหนัก อุจจาระมีขนาดก้อนเล็กลงหรือมีปริมาณน้อยและปวดถ่ายบ่อยเหมือนถ่ายไม่สุดเพราะมีก้อนเนื้อมะเร็งกีดขวางอยู่ รวมทั้งมีอาการท้องผูกปวดท้องร่วมด้วย แต่เราสามารถสังเกตที่สีของเลือดที่ถ่ายออกมาได้ว่าถ้าถ่ายเป็นมูกเลือดสีคล้ำ ๆ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

การที่มีก้อนเนื้อไปกีดขวางทางเดินอุจจาระทำให้อุจจาระอยู่ในลำไส้นานและถูกดูดซึมน้ำไปใช้จนแข็งทำให้ขับถ่ายลำบากต้องออกแรงเบ่ง เส้นเลือดดำจึงโป่งพองก่อให้เกิดภาวะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้ ฉะนั้นหากเรามีอาการถ่ายเป็นเลือดอย่านิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์เพื่อ ทำการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคใด ร้ายแรงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือ คนที่มีอายุมาก กว่า 50 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยและทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง ซึ่งอาจเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้

ถ้าไม่อยากเสี่ยงเป็นริดสีดวงฯ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คุณหมอสุรพันธ์ จึงแนะนำว่า ควรฝึกอุปนิสัยการถ่ายให้เป็น เวลาไม่นั่งนานหรือเบ่งอยู่นาน ๆ พยายามอย่าให้ท้องผูก รับประทานอาหารประเภทผักผลไม้และดื่ม น้ำเปล่าให้มาก ๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอจะพบว่าช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ที่สำคัญเมื่อ มีอาการขับถ่ายเป็นเลือดควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคว่าเป็นริดสีดวงทวารหนักแน่นอนไม่ใช่โรคร้ายแรงและถ้าเป็นริดสีดวงอย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะแผลที่เกิดขึ้นจะมีอาการติดเชื้อและถ้ามีเลือดออกมามากอาจเป็นโรคซีดเลือดจางได้ ยิ่งตรวจพบเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่เนิ่น ๆ จะได้รักษาให้หายขาด ไม่ต้องถึงขั้นเสียชีวิต

จาก 1 ใน 3 ของผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดมักเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่ต้นจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ รู้แบบนี้แล้วใครที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือพฤติกรรมอย่างที่กล่าวมาข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเสียก่อนจะสายเกินไป.

สรรหามาบอก

- ศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรม “รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ปีที่ 3 รับฟังบรรยายเรื่อง “ระวัง...นั่งนาน ๆ ถ่ายเป็นเลือด ริดสีดวงถามหา” โดย นายแพทย์สุรพันธ์ เอื้อวัฒนามงคล ศัลยแพทย์ระบบลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ ติดตามเคล็ดลับการดูแลสุขภาพจากสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น (เฉพาะ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1719

- โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “Family Health Fair ปี 2 ฉลอง 30 ปีของสมิติเวช” ในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2552 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ โซนลิฟต์แก้ว ภายในงานพบกิจกรรม Health talk เคล็ดลับสุขภาพดี, คุณแม่มือใหม่ต้องการปรึกษาเรื่องการดูแลลูกรัก, รู้ทันโรค ป้องกันก่อนเป็นกับหลากหลายโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมตรวจสุขภาพผิวหน้า ฟรี! สนใจโทร. 0-2711-8181

- คลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก ขอเชิญผู้สนใจรับฟังบรรยาย “วิธีการรักษาโครงสร้างร่างกายและกระดูกสันหลัง” พร้อมให้ความรู้และการสาธิต ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไปที่คลินิก อาคาร ฟิฟตี้-ฟิฟท์ พลาซ่า ซอยทองหล่อ 2 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0-2381-4336.

บริโภคน้ำตาลอย่างไรห่างไกลโรค

น้ำตาล เป็นสารให้ความหวานที่เราคุ้นลิ้นกันเป็นอย่างดี ใช้เพื่อการปรุงแต่งรสชาติอาหารให้หอมหวานกลมกล่อมถูกปาก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ความหวานที่เราติดอกติดใจกันนั้นแม้จะมีประโยชน์แต่ก็มีโทษต่อร่างกายมหาศาล

น้ำตาลทรายขาวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำมาจากอ้อย มีประโยชน์ต่อ ร่างกายในการให้พลังงาน ซึ่งพลังงานนี้เราได้รับจากคาร์โบไฮเดรตในการรับประทานข้าว แป้งหรือไขมันอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต่อร่างกาย แต่รับประทานกันเพราะความพึงพอใจ กินแล้วมีความสุข สดชื่น ถือเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของน้ำตาล ซึ่งหากทานมากเกินไปอาจเกิดโทษต่อร่างกายได้

รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าแต่ละวัน ควรใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งรสชาติอาหารไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ตามข้อปฏิบัติการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำว่า ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเด็กเล็กไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา โดยเราสามารถคำนวณปริมาณน้ำตาลได้ในการบริโภคของเราได้เองด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

ปริมาณน้ำตาล 1 ช้อนชามี 4 กรัม ให้เราอ่านฉลากโภชนาการ เช่น ถ้าฉลากระบุน้ำตาล 12 กรัม เท่ากับมีน้ำตาล 3 ช้อนชา แต่อาหารบางชนิดไม่มีข้อมูลโภชนาการ บอกเป็นค่าร้อยละ เช่น น้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ถ้าระบุว่ามีน้ำตาล 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า 100 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 10 กรัม เมื่อดื่มเครื่องดื่ม 1 แก้ว (200 มล.) มีน้ำตาล 20 กรัม หรือเท่ากับ 5 ช้อนชา แค่นี้ก็สามารถคำนวณน้ำตาลในแต่ละวันที่เราจะรับประทานได้แล้ว ปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชาต่อวัน (จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ปี 2550 คนไทยบริโภค น้ำตาลเฉลี่ย ประมาณ 33.2 กิโลกรัม
ต่อคนต่อปี) ถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า

ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินความจำเป็นก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาคือฟันผุ โรคอ้วน และเมื่อทานมากขึ้นจะเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลเปลี่ยนเป็นไขมันไปสะสมที่เส้นเลือดเกิดอุดตัน เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจและสมองขาดเลือด ทำให้หัวใจวาย เป็นอัมพาต และอาจเกิดความดันโลหิตสูงด้วย ซึ่งโรคที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่บริโภคน้ำตาลมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงด้วย เช่น อาหารที่หวานจัด มันจัด เค็มจัด และไม่ออกกำลังกาย

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือลดจำนวนน้ำตาลลง อาจารย์แนะนำว่า ควรดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ไม่เติมน้ำตาลในอาหาร จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้มากทีเดียว สำหรับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมการรับประทานหวานได้หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจใช้น้ำตาลเทียมแทนเนื่องจากมีพลังงานน้อยแต่ให้ความหวานใกล้เคียงน้ำตาล ควรรับประทานผักผลไม้เพิ่มขึ้น เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมาก ๆ เช่น ทุเรียน ขนุน เหนือสิ่งอื่นใดเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอและหลากหลาย หมั่นดูแลน้ำหนักตัวและออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน.




ขอบคุณที่มาจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่องน่ารู้ของผักคราดหัวแหวน : ผักเพื่อสุขภาพ แก้ปวดฟัน ต่อกระดูก แก้อักเสบ

ผักคราดหัวแหวนเป็นสมุนไพรที่ชอบขึ้นในที่แฉะๆ พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ผักคราดหัวแหวนจัดว่าเป็นสมุนไพรดอกสวย ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับได้ดี บางคนเรียกผักคราดหัวแหวนว่า ดอกกระดุมทอง ดอกตุ้มหู บ้าง เพราะดอกผักคราดหัวแหวนดูๆ ไปก็คล้ายหัวแหวนสีทอง บางคนก็บอกว่าคล้ายกระดุมทอง ดูอีกทีก็เหมือนตุ้มหูสีทอง ผักคราดหัวแหวนจึงถูกเรียกกันหลายชื่อ แล้วแต่ว่าใครจะคิดถึงเครื่องประดับชนิดไหน

ผักคราดหัวแหวนเป็นสมุนไพรที่เคยรับรู้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ว่า เป็นสมุนไพรแก้ปวดฟัน มีฤทธิ์เป็นยาชาด้วยสารที่ชื่อ Spilanthol และเมื่อจบออกมาทำงานที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ทำสวนสมุนไพรเล็กๆ และได้นำผักคราดหัวแหวนมาปลูกไว้ เมื่อมีคนมาดูงานก็มักจะให้ทดลองกัดดอกของผักคราดหัวแหวนไว้ที่ฟัน แล้วจึงค่อยบอกว่าผักคราดหัวแหวนมีสรรพคุณเป็นยาชา ถึงตอนนั้นปากของเขาก็ชาไปแล้ว เป็นวิธีการให้คนเข้าถึงสมุนไพรอีกวิธีหนึ่ง

เมื่อก่อนที่จะได้พบพ่อเม่ากับคุณตาส่วนนั้นไม่เคยรู้เลยว่า ผักคราดหัวแหวนกินเป็นผักได้ โดยจะกินยอดอ่อน ใบอ่อน แกล้มน้ำพริก แกล้มลาบ และเมื่อเดินทางไปตามหาสมุนไพรแถวๆ ทางเหนือ ทั้งลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พบผักคราดหัวแหวนวางขายเป็นกองๆ อยู่ในตลาดสดมากมาย จนพอจะเดาได้ว่า แถบนี้คงมีการปลูกผักคราดหัวแหวนเป็นพืชผักเศรษฐกิจแน่ๆ ซึ่งต่อมาทราบว่าคนทางเหนือจะเอาผักเผ็ดไปแกงแค คนอีสานจะเอาไปใส่อ่อมปลา อ่อมกบ ส่วนคนทางใต้จะนำผักคราด ไปแกงร่วมกับหอยและปลา รสเผ็ดชาลิ้น หวานๆ ขมๆ

ตอนแรกก็สงสัยอยู่บ้างว่าทำไมคนจึงต้องไปกินผักที่มีรสชาติประหลาดที่สุดชนิดหนึ่ง (จะเป็นรองก็คงผักคาวตอง) เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสารจึงทราบว่า ผักคราดหัวแหวนช่วยกระตุ้นให้น้ำลายออกมามาก ช่วยให้การย่อยอาหารในปากและกระเพาะอาหารดีขึ้น และยังช่วยรักษาอาการต่อมน้ำลายอักเสบได้ด้วย การกระตุ้นต่อมน้ำลายนั้นยังช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองจึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือสาร Spilanthol มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อปรสิตที่อยู่ในกระแสเลือด เช่น เชื้อมาลาเรีย โดยไม่มีพิษต่อคน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าการกินผักคราดหัวแหวนจะสามารถป้องกันมาลาเรียได้ และการที่ผักคราดหัวแหวนมีรสเผ็ดร้อนจึงช่วยในการขับลม รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ได้อีกด้วย



ผักคราดหัวแหวน…หมอฟันจำเป็น ที่คนทั้งโลกก็รู้

ใครๆ ที่รู้จักผักคราดหัวแหวนต่างก็รู้ดีว่าผักคราดหัวแหวนแก้ปวดฟัน หมอยาไทยใหญ่ ทั้งในฝั่งรัฐฉานและในฝั่งไทย หมอยาไทยเลย หมอยาภาคใต้ และหมอยาภาคกลาง ต่างก็ใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ “แมงกินฟัน” (หมอยาพื้นบ้านทุกภาคมีความเชื่อตรงกันว่าการที่ฟันผุนั้นมีพยาธิที่มักจะเรียกกันว่า “แมงกินฟัน” เป็นตัวการทำให้ฟันผุและปวดฟัน) โดยจะใช้เฉพาะดอกขยี้ใส่หรือใช้ทั้งห้าตำผสมเกลือ คั้นเอาน้ำใส่ซอกฟันที่กำลังปวดจะทำให้หายปวดฟัน ทั้งนี้เพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์เป็นยาชาและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างกว้างขวางจึงทำให้ผักคราดหัวแหวนสามารถใช้แก้ปวดฟันได้ในยามที่ไม่มีหมอฟัน ในหลายประเทศผักคราดหัวแหวนมีฉายาว่า Toothache Plant ซึ่งหมายถึงการใช้เป็นยาแก้ปวดฟันเช่นเดียวกับบ้านเรา

นอกจากจะใช้เป็นยาแก้ปวดฟันตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำรากมาต้มเอาน้ำบ้วนปาก แก้อาการอักเสบในช่องปาก แก้เหงือกอักเสบ และแก้เจ็บคอได้อีกด้วย



ผักคราดหัวแหวน…ยารักษากระดูกหัก
ยาห้ามเลือด รักษาแผล

ผักคราดหัวแหวนเป็นยาทำให้กระดูกต่อกันได้ การใช้ผักคราดหัวแหวนในการรักษากระดูกหักนั้นไม่เคยพบที่ไหน จนกระทั่งไปพบกับหมอยาไทยใหญ่ ซึ่งชุมชนไทยใหญ่ยังมีปัญหากระดูกแตกกระดูกหักกันอยู่มากและส่วนหนึ่งยังไม่ศรัทธาการรักษากระดูกหักตามระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ตำรับหนึ่งที่เขาใช้รักษากระดูกหัก กระดูกแตกคือการใช้ผักคราดหัวแหวนตำรวมกับตะไคร้พอกกระดูกไว้ เปลี่ยนยาทุก ๖ วัน ครบ ๔๑ วัน กระดูกจะต่อกันติด ซึ่งอาจเป็นเพราะผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ร้อนทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ จึงอาจช่วยเรื่องกระดูกหักได้ ผักคราดหัวแหวนยังเป็นยาห้ามเลือดที่ดีชนิดหนึ่งเมื่อมีบาดแผล ชาวบ้านจะขยี้หรือตำต้นสดพอกแผลเลือดจะหยุดไหล


ผักคราดหัวแหวน…ยาแก้ปวดตามกระดูกและกล้ามเนื้อ
ยารักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา


หมอยาพื้นบ้านหลายพื้นที่ยังนิยมใช้ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ แก้ปวดบวม ฟกช้ำ โดยตำทั้งต้นใส่น้ำพอชุ่มพอกบริเวณที่ปวดบวม ฟกช้ำ จะระงับอาการปวดบวมและแก้อักเสบได้ สำหรับคนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา จะใช้ผักคราดหัวแหวนกับพริกไทย หัวอุตพิด ในอัตราส่วนเท่าๆ กันผสมน้ำมันพืชทา หรือจะใช้ผักคราดหัวแหวนกันสมุนไพรที่มีรสร้อนตัวอื่นๆ เช่น ข่า ไพล ตะไคร้ ก็ได้ ขึ้นกับว่าในท้องถิ่นมีสมุนไพรอะไรอยู่ หรือใส่ในยาอบร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อแก้ปวดเมื่อย แก้ปวดตามข้อก็ได้


ผักคราดหัวแหวน…ยาสำหรับผู้หญิง

ผักคราดหัวแหวนเป็นยาแก้ปวดประจำเดือนที่ดีชนิดหนึ่ง โดยจะคั้นน้ำจากต้นสดของผักคราดหัวแหวนผสมน้ำผึ้งรับประทาน ส่วนหมอยาพื้นบ้านภาคใต้จะใช้ต้นสดของผักคราดหัวแหวน ผสมน้ำมะนาวทำเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา กินครั้งละ ๑ เม็ดหลังอาหาร ผักคราดหัวแหวนยังนิยมใช้ใส่ในยาอบหรือยาอาบหลังคลอดโดยใช้ร่วมกับใบหนาดใหญ่และใบมะขาม เพื่อบำรุงเลือดลมสตรีให้ทำงานเป็นปกติ

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

ขมิ้นกับอัลไซเมอร์

ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหาร ให้มีสีเหลืองและกลิ่นหอม สมุนไพรชนิดนี้พบทั่วไปในแถบเอเชีย ขมิ้นถูกเรียกว่า “ฮาลดิ” (Haldi) ในภาษาฮินดี (ภาษาของชาวอินเดียทางตอนเหนือ) ภาษาจีนเรียก “เจียง ฮวง” (jiang huang) และภาษาทมิฬเรียก “มองจัล” (monjal) โดยมีประวัติสรรพคุณทางยายาวนานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นที่สรรพคุณในการรักษาแผล แก้พิษในเลือดและโรคกระเพาะ ในตำรายาอายุรเวชของอินเดีย (India’s Ayurvedic system of medicine) ชาวฮินดูใช้รักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และบวม ชาวจีนนำขมิ้นมารักษาอาการปวดท้อง ส่วนคนไทยเรานอกจากจะนำมาสมานแผลแล้วยังใช้ ขัดผิว พอกหน้าอีกด้วย

ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) สารต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย


อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร.อโลอิส อัลไซเมอร์ (Dr. Alois Alzheimer’s) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองของผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด

ขมิ้นโดดเด่นในวงการวิจัย

ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐฯ (NLM – National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า “นักขมิ้นศาสตร์” (Curcuminologists)

ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันราคาถูกสำหรับโรคร้ายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ขมิ้นมีคุณสมบัติทางชีววิทยาต่อต้านเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมันเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบือนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน (Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ (1700 ฉบับ) ในฐานข้อมูล PubMed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะไปทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา (ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล (Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค (Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้นหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น

เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ์โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบที่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็ง โมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยีนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ (inflammation)และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง(cell proliferation)

ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่สามารถระงับการอักเสบได้และมีปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง จากวัยเด็กในอินเดียจำได้ว่า ในตำรายาอายุรเวชขมิ้นเป็นยารักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ

บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด งานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งในลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ (Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม (Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) อาการแพ้และไข้หวัด

ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า “FAQ” (คำถามที่ถูกถามบ่อย) ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม (ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโภคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่ให้สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัมและถ้ามีอาการข้างเคียงจากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย (ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดเม็ดทุกวัน) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลการทดลองก่อนที่จะได้มีการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนกรานว่า “คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทานขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก”


หน้าที่ 2 - แต่จริงหรือที่....ขมิ้นอาจส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง
ทั้ง FAQ ของศูนย์ เอ็ม ดี แอนเดอสัน และเอกสารอื่นๆต่างละเลยที่จะกล่าวถึงส่วนเล็กที่เกี่ยวกับพิษภัยของขมิ้น ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการมีชีวิตอยู่ของเซลล์มะเร็ง
ในปี 2547 นายโยเซฟ (Yosef Shaul) จากคณะพันธุกรรมโมเลกุล ที่สถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน (Weizmann Institute of Science in Rehovot ) ประเทศอิสราเอล ได้ศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ NQO1 ซึ่งควบคุมปริมาณโปรตีน p53 พูดง่ายๆว่า NQO1 ป้องกันไม่ให้ p53 ทำงาน
แต่เมื่อโปรตีน p53 ในเซลล์เพิ่มขึ้น (หรือเมื่อ NQO1 เอา p53 ไม่อยู่) โปรตีนจะกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งหรือเซลล์เนื้อร้ายยุติการแบ่งตัวหรือทำให้เซลล์นั้นตายไป

นายโยเซฟและทีมงานได้ค้นพบ สารป้องกันการแข็งตัว (Anticoagulant) สาร Dicoumarol และสารประกอบที่เกี่ยวข้องสามารถสกัดกั้นการทำงานของ NQO1 ได้
นักวิจัยสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาทดลอง p53 กับเซลล์ลูคีเมียปกติและเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia เป็นลูคีเมียที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของไขกระดูกในกระดูกดำ) กับสารแอนตีออกซิแดนซ์เช่น ขมิ้นและสารresveratrol ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่ขมิ้นนั้นขัดขวางการทำงานของ p53 ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และปล่อยให้มันลอยนวล รายงานการวิจัยฉบับนี้ปรากฏใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA ในปี 2548 และนักวิจัยจากสถาบันอื่นก็ตีพิมพ์ผลการศึกษาคล้ายๆกัน ส่วนนายบารัทก็ตอบสนองต่อการศึกษาพวกนี้โดยชี้ถึงผลการศึกษาที่ตรงกันข้ามที่เขาค้นพบว่า ขมิ้นแท้จริงแล้วกระตุ้นการทำงานของ โปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง (แล้วจะเชื่อใครดี?)

นักวิจัยภาคสนามจึงจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของคนไข้เมื่อได้รับสารขมิ้น เพื่อดูว่าผลที่ได้เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของนายโยเซฟหรือไม่

พูดถึงเรื่อง “ขนาด” (dose) สารสกัดจากขมิ้นที่ทีมงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์เวซแมน ประเทศอิสราเอลใช้นั้นวัดได้ระหว่าง 10 – 60 ไมโครโมลาร์ (Micromolar, µM) เทียบคร่าวๆแล้วก็ประมาณเดียวกันกับที่ศูนย์แอนดิสันใช้แต่เนื่องจากขมิ้นถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่ดีนัก [แต่เมื่อใช้ขมิ้นร่วมกับ Piperine หรือสารสกัดจากพริกไทยดำ 20 มก. ช่วยการเพิ่มการดูดซึมของขมิ้นได้(Shoba G. et all, 1998) แต่ทั้งนี้ อาจมีผลกระทบหากมีการใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นอีก] และยังสลายตัวภายในร่างกายของคนไข้ได้อย่างรวดเร็ว คนไข้ที่ได้รับสารสกัดขมิ้น 8 กรัม เมื่อวัดระดับสารขมิ้นในกระแสเลือดก็จะมีหลงเหลืออยู่ประมาณ 2.0 ไมโครโมลาร์เท่านั้น แต่อาจมีมากกว่าในลำไส้ และตับ คงจะเป็นงานท้าทายในอีกระดับถ้านักวิจัยสามารถพัฒนาให้สารสกัดขมิ้นอยู่ในกระแสเลือดได้นานขึ้น นายโยเซฟกล่าว แต่“ขนาด” (dose) ยังคงเป็นประเด็นเมื่อกล่าวถึงการใช้ยาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ยาบางชนิด (เช่น แอสไพริน) เมื่อรับประทานเกินขนาดก็อาจเป็นโทษ และยิ่งขมิ้นที่พบในกระแสเลือดในปริมาณน้อยนิด (เมื่อเทียบกับขนาดที่ได้รับ) ด้วยแล้ว นักวิจัยก็คงต้องทำให้แน่ใจว่าปริมาณที่น้อยนิดนั้นทำงานต่อต้านเชื้อโรคอย่างได้ผลและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ก็ยื่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายต่อนักวิจัย

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องขมิ้นทั้งคุณและโทษ

งานวิจัยที่แสดงผลทางบวกของขมิ้น เช่น
1. U.C.L.A. และ the Veterans Administration พบว่าขมิ้นช่วยทำลาย beta-amyloid และคราบอะมีลอยด์ (Amyloid plagues) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ผลงานตีพิมพ์ใน Journal of Alzheimer’s disease, October 9, 2006.

2. University of Arizona College of Medicine พบว่าสารสกัดจากรากขมิ้นยับยั้งการอักเสบ (และการทำลาย) ของข้อ ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ผลงานตีพิมพ์ใน Arthritis and Rheumatism, November 2006.

3. University of Texas Medical Branch at Galveston พบว่าขมิ้นช่วยยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (บริเวณปลาย) ลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Clinical Cancer Research, September 15, 2006.

งานวิจัยที่แสดงผลทางลบของขมิ้น เช่น
1. Weizmann Institute of Science, Rehovot, Israel พบว่า การใช้ขมิ้นในปริมาณมากในเซลล์ลูคีเมียมีลอยด์ (myeloid leukemia) ลดการทำงานของโปรตีน p53 ในการทำลายเซลล์ติดเชื้อ (ตามย่อหน้าต้นๆ ในบทความตอนที่ 3) ผลงานตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences USA, April12, 2005.

2. University of Utah พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของโปรตีน p53 ต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ผลงานตีพิมพ์ใน Carcinogenesis, September 2004.

3. University of North Carolina at Chapel Hill พบว่าขมิ้นยับยั้งการทำงานของยาที่ใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งเต้านมโดยวิธีคีโม (Chemotherapeutic drugs) ในสัตว์ทดลอง ผลงานตีพิมพ์ใน Cancer Research, July 1, 2002.

สรุป มองในแง่บวก ถ้าเราสามารถเอาชนะความยุ่งยากในขั้นตอนการพัฒนาสารขมิ้นและได้รับการรับรองความปลอดภัย ขมิ้นอาจจะเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดี ราคาถูก และก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ทั้งผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคข้ออักเสบอื่นๆอย่างอเนกอนันต์