วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

เมื่อสำลักอาหาร ควรทำอย่างไร

ระหว่างรับประทานอาหารแล้วเกิดสำลักขึ้นมาจะทำอย่างไร? วันนี้มีวิธีปฏิบัติมาแนะนำ...

ภาวะการสำลักอาหาร คือ การที่มีเศษอาหารหรือน้ำหลังกลืนอาหารหล่นเข้าไปอยู่ในหลอดลม ทำให้สำลักและหายใจไม่ออก หากแก้ไขไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และยังสามารถทำให้ระบบทางเดินหายใจอักเสบติดเชื้อได้ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น

วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดการสำลักอาหาร คือ ให้ผู้ป่วยยืนขึ้นโน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา แล้วให้ผู้ช่วยเหลือใช้มือซ้ายประคองตัวผู้ป่วยและใช้ฝ่ามือขวาตบหลังระหว่างไหล่ทั้งสองข้างแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง หากไม่ได้ผลให้โอบตัวผู้ป่วยจากด้านหลัง วางกำปั้นตรงช่องท้องใต้ชายโครง กดแรงๆประมาณ 4-5 ครั้ง ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สำหรับการป้องกันการสำลักอาหาร คือ ระหว่างรับประทานอาหาร ควรพูดคุยให้น้อย เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ดื่มน้ำตาม นั่งนิ่งๆชั่วครู่ เท่านี้ก็ห่างไกลภาวะสำลักอาหารแล้ว

นวดมือบำบัด ปาฏิหาริย์มีจริง

1. นวดกระตุ้นต่อมไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนหลักสองตัว ได้แก่ ไทร็อกซิน ซึ่งทำหน้าที่เร่งการทำงานของระบบเผาผลาญอาหาร และ คาลซิโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับแคลเซียมในเลือด
ต่อมไทรอยด์ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภายในร่างกาย ระดับน้ำและพลังงานในเนื้อเยื่อ รวมถึงความหนาแน่นของกระดูก พัฒนาการและการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ การทรงตัว ความสงบใจ และสุขภาพโดยรวม

เราอาจกระวนกระวาย อยู่ไม่สุข เบิกบาน หรือซึมเศร้า เชื่องช้า เก็บกด ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการทำงานของต่อมไทรอยด์ทั้งสิ้น

วิธีการนวดมีดังนี้

•ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างหนึ่งกดที่โคนนิ้วหัวแม่มือด้านในของอีกข้างหนึ่ง
•นวดกดไล่ไปรอบๆบริเวณนี้
หากมีความผิดปกติที่ต่อมไทรอยด์ จะรู้สึกเจ็บเวลากด

2. นวดเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น
ถ้าระบบประสาทเหนื่อยล้า การทำงานของกล้ามเนื้อตาก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะกล้ามเนื้อตาทำงานภายใต้การควบคุมของระบบประสาท

การปฏิบัติเพื่อถนอมสายตานั้น ได้แก่ การออกกำลังกาย อาหารสุขภาพ พร้อมกินวิตามินเสริมบ้าง
ส่วนวิธีนวดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นมีดังนี้

•ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดกดหมุนบริเวณโคนนิ้วทุกนิ้ว นวดนานนิ้วละสอง-สามวินาที
•นวดถูให้ทั่วมือ
•นวดตามแบบข้อ 1 อีกครั้ง แต่นวดนานนิ้วละหนึ่ง-สองนาที
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ควรนวดเป็นประจำทุกวัน
นอกจากนี้แล้ว ควรนวดจุดสะท้อนตับบนมือขวา และนวดจุดสะท้อนไตของทั้งสองมือไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้ร่างกายได้ทำความสะอาดพลังงานคั่งค้างออกไปทางอวัยวะทั้งสองนี้ ฉะนั้น หากสุขภาพตับและไตไม่ดี มักมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการมองเห็นด้วยเช่นกัน

3. นวดกระตุ้นการได้ยิน
การได้ยิน คือ การเดินทางของพลังงานจากหลายส่วน ส่วนแรกคือ พลังงานเสียงที่มากระทบหูภายนอก ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วก้อย

ส่วนที่สองคือ พลังงานเสียงที่ผ่านเข้าไปในช่องหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วนาง

ส่วนที่สามคือ พลังงานการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วกลาง

ส่วนที่สี่คือ พลังงานของคลื่นเสียงที่ก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนของประสาทเล็กประสาทน้อยภายในหู ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วชี้

ส่วนที่ห้าคือ พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงที่เดินทางไปแปลความหมายที่สมอง ซึ่งสัมพันธ์กับนิ้วโป้ง

วิธีนวดเพื่อกระตุ้นการได้ยินมีดังนี้

•นวดกดปลายนิ้วทุกนิ้ว ค้างไว้นิ้วละ 4 นาที เพื่อส่งพลังผ่านไซนัสที่สัมพันธ์กับการได้ยิน
•นวดกดจุดสะท้อนต่อมพิทูทารี ซึ่งอยู่ตรงกลางนิ้วโป้ง เพื่อเพิ่มการพลังสมอง

4. นวดแก้ไอ
จุดสะท้อนลำคอนั้นตั้งอยู่บริเวณนิ้วโป้งและนิ้วใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ลำคอ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บคอหรือไอ จึงต้องนวดกดบริเวณนั้น
วิธีการมีดังนี้คือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบบริเวณโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ค้างไว้นานราว 5-10 นาที

5. นวดแก้ปวดไมเกรน
อาการปวดไมเกรนเกิดจากความไม่ปกติของการไหลเวียนโลหิตในสมอง แพ้อาหารหรือความตึงเครียดของร่างกาย
การบำบัดอาการปวดไมเกรนคือ การทำให้เส้นประสาทต่างๆผ่อนคลาย พร้อมกันนั้นก็กระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น

วิธีการนวดมือคือ

•นวดผ่อนคลายจุดสะท้อนต่อมพิทูทารีและต่อมอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเอ็นด็อกริน ซึ่งอยู่บริเวณนิ้วโป้ง เพื่อสร้างความสมดุลของฮอร์โมนและลดระดับสารเอ็นโดฟิน
•นวดกดจุดสะท้อนหัวใจ เพื่อให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
•นวดกดจุดสะท้อนตับ เพื่อกระตุ้นให้ตับขับสารพิษ และช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและการดูดซึม

6. นวดแก้ปวดข้อ
ไม่ว่าสาเหตุของอาการปวดข้อจะมาจากรูมาตอยด์ เก๊าต์ หรือเอสแอลอี แต่การเยียวยาอาการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ลดความเครียด
การนวดมือก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และการฟื้นฟูการทำงานของข้อได้ เพราะการนวดมือช่วยสร้างสมดุลให้อวัยวะภายใน ด้วยการกระตุ้นระบบการไหลเวียน ขับท็อกซิน ออกไปจากระบบการทำงานส่วนนั้นๆ
ฉะนั้นการนวดมือเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ จึงคือการนวดต่อมต่างๆ ในกลุ่มเอ็นด็อกตริน

7. นวดบำบัดไฮโปไกลซีเมีย
ถึงวันนี้ เรายังรู้จักโรคไฮโปไกลซีเมียกันน้อยเหลือเกิน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี่คือโรค ทั้งที่ก่ออันตรายต่อชีวิต
สาเหตุหลักของโรคไฮโปไกลซีเมียคือ ระดับน้ำตาลต่ำ จึงก่อให้เกิดหลายอาการทั้งทางกายและใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาการที่ว่าได้แก่ กระวนกระวาย ปวดหัวไมเกรน ปวดข้อ นอนไม่หลับ ภูมิแพ้

คุณหมอส่วนใหญ่จึงรักษาไปตามอาการที่เป็น บ้างก็รักษาด้วยยาจิตเวช ซึ่งมักเป็นยาที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาการจึงแย่ลงไปอีก

โรคนี้ไม่เกี่ยวกับต่อมไหนทำงานน้อยหรือมาก ฉะนั้นการนวดมือบำบัดอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย จึงคือการกระตุ้นต่อมต่างๆในกลุ่มเอ็นด็อกตริน เพื่อกระตุ้นระบบอิมมูนซิสเต็มนั่นเอง

8. นวดแก้ผมร่วงและผมหงอก
เส้นผมมักสะท้อนสุขภาพร่างกายโดยรวม นักวิทยาศาสตร์มักแนะนำให้เรากินโปรตีน ซิลิก้า และแคลเซียมเพื่อเส้นผมสวยแข็งแรง แต่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าสถิตย์จากเล็บนั้นช่วยเสริมสุขภาพเส้นผมได้
การนวดจุดสะท้อนเส้นผม ซึ่งอยู่บริเวณเล็บมือของเรา จึงช่วยยับยั้งการหลุดร่วงและหงอกก่อนวัยได้

•กำมือทั้งสองข้างไว้หลวมๆ ประกบกำมือทั้งสองข้างเข้าหากัน โดยให้เล็บทั้งสองมือชนกัน
•ถูเล็บมือซ้ายกับเล็บมือขวาเร็วๆ
ทำท่านี้วันละหนึ่งครั้งๆ ละ 5 นาที

9. นวดแก้ปวดหลัง
หลังและกระดูกสันหลังมีส่วนสำคัญต่อระบบสุขภาพโดยรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งรวมเส้นประสาทสำคัญมากมาย ทำให้ร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้ หากกระดูกสันหลังไม่เรียงกันอยู่ในแนวปกติ
การนวดกดจุดสะท้อนหลังคือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากความตึงเครียด ดังนี้

•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนเซอวิคอล (บริเวณต้นคอ) ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือซ้าย
•นวดกดจุดสะท้อนกระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ซึ่งอยู่บริเวณข้อแรกของนิ้วโป้งมือขวา

10. นวดกระตุ้นการย่อยอาหาร
กระเพาะอาหารมีหน้าที่ย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายกินผ่านปากเข้าไป ซึ่งบ้างก็เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย บ้างก็ทำลายกระเพาะอาหาร และทุกระบบของร่างกาย
เมื่อาหารผ่านเข้าปาก การเคี้ยวบดอาหารในปากให้ละเอียดนั้น ช่วยผ่อนแรงกระเพาะอาหารได้อักโข แถมยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย
การนวดกดจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร จึงคือการกระตุ้นประสิทธิภาพการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งมีท่าดังนี้คือ

•ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางมือขวา จับบริเวณจุดสะท้อนกระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดของโคนนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือซ้าย
•กดคลึงจุดนั้นด้วยนิ้วโป้ง ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกึ่งประคองกึ่งกดด้านหลังมือเอาไว้

11. นวดบำรุงหัวใจ
หัวใจมีหน้าที่นำออกซิเจนผ่านกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และนำกลับเข้ามาเติมออกซิเจน โดยกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที

ปกติ กล้ามเนื้อหัวใจมีบทบาทในการทำหน้าที่นี้ ผ่านกริยาการบีบตัว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการที่หัวใจเต้นตุบ ตุบ ทุกครั้งที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจต้องการช่วงเวลาพักนานกว่าจังหวะการบีบตัวเสียอีก

การนวดกดจุดสะท้อนหัวใจ จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น วิธีการคือ

•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนหัวใจบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือซ้าย
•2. กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย อีกสี่นิ้วที่เหลือ ประคองหลังมือ และกดจิกหลังมือไว้

12. นวดแก้อาการเป็นลม
อาการเป็นลม มีสาเหตุจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดออกซิเจน การนวดมือคือ การช่วยกระตุ้นให้มีเลือดไหลเวียนในสมองอย่างเพียงพอ
นวดกดจุดสะท้อนสมองซึ่งคือส่วนปลายสุดของทุกนิ้ว โดยเฉพาะหัวแม่มือ วิธีการคือ

•เริ่มออกแรงกดปลายสุดของหัวแม่มือซ้ายด้วยหัวแม่มือขวา หมุนวน
•หากพบจุดที่นุ่มมากผิดปกติบนปลายหัวแม่มือ นั่นสะท้อนว่าสมองมีปัญหา ให้กดนวดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางด้วย เพื่อกระตุ้นสมองให้ควบคุมการทำงานของประสาทส่วนกลาง
•ถ้ายังรู้สึกมึนงงอยู่ ให้กดนวดปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย

13. นวดกระตุ้นตับ
ตับมีหน้าที่ขับของเสียและพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สะสมวิตามินบางอย่างเพื่อร่างกายไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น วิตามินเอ บี ดี และเหล็ก
ปกติตับจะมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองได้ เช่น ถ้าส่วนหนึ่งของตับถูกทำลายไป ตับก็จะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน
การนวดกระตุ้นตับคือ การนวดเพื่อกระตุ้นศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับนั่นเอง วิธีคือ

•หาตำแหน่งของจุดสะท้อนตับบนมือ นั่นคือ บริเวณกลางฝ่ามือ ใต้นิ้วนางของมือขวา
•กดจุดนั้นด้วยนิ้วโป้งซ้าย นวดถูไปมา ให้กินพื้นที่บริเวณจุดสะท้อนปอดด้วย
•สลับนวดมือซ้าย เพื่อนวดจุดสะท้อนหัวใจซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับตับ

14. นวดกระตุ้นไต
ไตมีหน้าที่กรองของเสียออกจากกระแสเลือด โดยส่งของดีกลับขึ้นไปฟอกต่อที่หัวใจ ส่วนของเสียก็ผสมกับน้ำและขับออกเป็นปัสสาวะ การนวดมือคือการกระตุ้นให้กระบวนการกรองและขับของเสียมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การนวดกระตุ้นจุดสะท้อนไตมีดังนี้

•หงายมือข้างซ้ายเข้าหาลำตัว
•ใช้นิ้วแม่มือขวากดจุดสะท้อนไต ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้
•ออกแรงกดและหมุนไปรอบๆ บริเวณ นานราวสองสามวินาที
•สลับนวดมือขวาด้วยนิ้วโป้งข้างซ้าย
หากคุณหมอตรวจพบว่า ไตมีความผิดปกติ เราไม่ควรนวดกดจุดสะท้อนไตนานเกินไป

15. นวดคลายอาการปวดประจำเดือน
ความทรมานระหว่างวันนั้นของเดือนมักส่งผลต่ออารมณ์ของหญิงสาวหลายคน เราสามารถเยียวยาอาการปวดประจำเดือนได้ด้วยการนวดมือดังนี้

•ยกมือขวาขึ้นตั้งขนานกับลำตัว บิดข้อมือไปทางด้านหลัง
•ยกมือซ้ายจับข้อมือขวา กดบริเวณข้อมือขวาให้แน่นด้วยนิ้วกลางและนิ้วนาง ทิ้งไว้ 3-15 นาที จึงค่อยๆคลายออก
•ทำสลับข้าง

ข้อมูลจาก ชีวจิตดอทคอม

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

แก้ไขอาการ นิ้วมือชา

อาการที่พบบ่อย
• ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• อาการชาบางครั้งหายไปได้เอง หรือมีอาการชามากขึ้นตอนกลางคืน
• ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา
• มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ อาจจะเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ

โครงสร้างของมือ ที่ทำให้มีอาการชาลักษณะนี้
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงฝ่ามือทางด้านฝ่ามือจะมี 2 เส้น คือ
• เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• เส้นประสาทอัลน่าร์ เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วก้อย และอีกครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง


ความสำคัญ
เส้นประสาทมีเดียน เข้าไปในฝ่ามือโดยผ่านอุโมงค์ (Carpal tunnel) โดยมีเยื่อพังผืด (Deep tranverse carpal ligament) ขึงระหว่างกระดูกข้อมูล

ในอุโมงค์นี้ นอกจากจะมีเส้นประสาทมีเดียนแล้วยังมีเอ็นที่ทำหน้าท ี่งอนิ้วอีก 9 เส้น อยู่รวมกัน เส้นประสาทมีเดียนเมื่อคลอดอุโมงค์ข้อมือเข้าไปแล้ว จะไปแยกแขนงไปรับความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ครึ่งนิ้วของนิ้วนางและอีกแขนงหนึ่งจะเลี้ยงกล้ามเนื ้อที่เนินฝ่าข้อมือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (Thenar eminence)

สาเหตุ
• การใช้งานของข้อมือที่มีการงอข้อมือ, หรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทมากขึ้น
• ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่พบภาวะนี้ได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ เป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์นี้น้อยลง เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดีย นได้มากขึ้น

ข้อแนะนำ
ถ้ามีอาการชาปลายนิ้ว ลองขยับข้อมือ นิ้วมือเบา ๆ ถ้ามีอาการดีขึ้นหายชาได้ หรือมีอาการชาตอนกลางคืนบางครั้ง อาจจะมีสาเหตุจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนในระยะ แรก ๆ ได้

• ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือที่อยู่ท่าที่ผิดปกติ เช่น ในท่องอข้อมือมาก ๆ การยกของ หรือการกระดกข้อมือมาก ๆ เช่น การยันพื้น, ดันสิ่งของต่าง ๆ
• การที่ใช้ข้อมือมากเกินไป
การปวด ขา กลางคืน บางท่านบอกต้องเอาข้อมือวางบนหมอนหรือบางครั้งต้องเอ าหนังสือพิมพ์ม้วนผูกติดกับข้อมือให้ข้อมืออยู่ในท่า ตรงจะไม่ค่อยชา ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง ข้อมือที่อยู่ในท่าปกติ ไม่หักงอพับไปด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นท่าที่เส้นประสาทถูกกดทับน้อยที่สุด
ถ้าท่านลองแก้ไขด้วยตัวเองไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

แก้ปวดฟันด้วยวิธีธรรมชาติ

อาการปวดฟัน (Toothaches) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม

เมื่อเกิดอาการบวมจะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุด และเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่น และรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดีก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษต่อของร้อนหรือของเย็นได้

วิธีลดอาการปวดฟัน

ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วล่ะก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆต่อไปนี้ดูสิคะ

เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม
ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาวสามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆกับวัตถุแข็งๆจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกมาง่ายขึ้น
นวดกดจุด ลดอาการปวด

หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า

นวดคลึงเบาๆที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
ใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบนให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆประมาณ 10 นาที
สมุนไพรบรรเทาปวด

บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกิน ทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสยบอาการปวดด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ

ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรค และสลายพิษ(Neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวด หรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นนอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ หรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ไซโตไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไป อาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วใช้สำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในประมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวัน เพื่อแก้อาการปวดฟัน
ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ๆ
กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกินฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้
Tip

เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ข้อมูลจาก ชีวะจิต ดอทคอม

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

ตรวจร่างกายประจำปี กันเถอะ

แพทย์มักรณรงค์ให้ตรวจร่างกายประจำปี อาจจะเป็นต้นปี ปลายปี หรือทุกๆ วันเกิด เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเมื่อครบรอบปี เป็นการตรวจคัดกรองหาโรคหรือภาวะบางอย่างที่สามารถรักษาได้ในระยะแรก ซึ่งการรักษาในระยะต้นๆ จะได้ผลดีกว่า และอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ แต่แพทย์ก็แนะนำให้เลือกตรวจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “เท่าที่จำเป็น”

สำหรับคนทั่วไป การตรวจร่างกายประจำปีจะประกอบไปด้วยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ซึ่งจะช่วยประเมินภาวะน้ำหนักเกิน การวัดความดันโลหิตจะช่วยตรวจว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่

การตรวจเลือด จะทำให้ทราบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ช่วยตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง วัดระดับน้ำตาลเพื่อตรวจหาเบาหวาน วัดระดับไขมันในเลือด คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด วัดระดับกรดยูริคซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคเก๊าท์ รวมทั้งตรวจการทำงานของตับและไต

การตรวจปัสสาวะว่ามีภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ และตรวจคัดกรองโรคไตบางชนิด

การตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิในอุจจาระ และตรวจหาภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร หากมีเลือดในอุจจาระควรตรวจว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่

การเอกซเรย์ทรวงอกเพื่อตรวจสภาพปอดและหัวใจ ตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่นๆ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อหาความผิดปกติของหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ อาจจะเริ่มตรวจเมื่ออายุ 40 ปี และตรวจซ้ำตามที่แพทย์แนะนำ

นอกจากนี้ยังควรตรวจตา หู และฟัน โดยตรวจสุขภาพฟันและช่องปากทุก 6 เดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจตาทุก 2-3 ปี แต่หากมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัวควรตรวจปีละครั้ง และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไปอาจตรวจการได้ยินทุก 5 ปี

ผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยการคลำต่อมลูกหมากและการเจาะเลือดเพื่อหาสาร PSA (Prostate Specific Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก

สำหรับผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรตรวจหามะเร็งปากมดลูก หรือแม้จะยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แต่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ก็ควรตรวจทุก 1-3 ปี

การตรวจที่กล่าวมาเป็นการตรวจพื้นฐาน แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง ก็อาจต้องตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม

สำหรับผู้หญิงทั่วไป การตรวจคลำเต้านมของตัวเองเดือนละครั้งร่วมกับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ ก็จะช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ดี แต่แพทย์บางท่านก็จะแนะนำให้ตรวจ Mammogram ในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี ยกเว้นตรวจพบความผิดปกติ มีก้อนในเต้านม หรือในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 40 ปี ก็ควรตรวจ Mammogram ก่อนอายุ 40 ปี

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ยกเว้นมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูงอาจตรวจเร็วกว่านั้น

การตรวจ EST (Exercise Stress Test) เป็นการตรวจการทำงานของหัวใจด้วยการวิ่งบนสายพาน ส่วนใหญ่แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เช่น มีอาการเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยหอบขณะออกกำลังกาย หรือผู้ที่ไม่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน แต่มีอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น นักบิน นักดับเพลิง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องต่อไปนี้ 2 ประการขึ้นไป คือ สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน มีไขมันสูง อ้วน มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัวที่เป็นตั้งแต่อายุยังน้อย

การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีประวัติในครอบครัวเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ดังเช่นที่กล่าวแล้วว่าการตรวจร่างกายประจำปีโดยละเอียดนั้นไม่จำเป็นนักเพราะสิ้นเปลือง เลือกตรวจเฉพาะสิ่งที่สำคัญและจำเป็น ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลทั้งเพศ อายุ ลักษณะอาชีพการงาน ประวัติการเจ็บป่วย รวมทั้งประวัติการเป็นโรคของคนในครอบครัวซึ่งอาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะดีกว่าเหมาตรวจเหมือนกันสำหรับทุกคน โดยอาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม

การตรวจพิเศษบางอย่างอาจไม่คุ้มค่า เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาสารที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด การตรวจเอกซเรย์เต้านมในคนที่ไม่มีข้อบ่งชี้ การตรวจมวลกระดูก การตรวจอัลตราซาวนด์ตับ หรืออาจก่อให้เกิดผลเสียในกรณีที่ผลการตรวจขั้นต้นนั้นผิดปกติ แต่เมื่อตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดแล้วไม่พบโรค ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินจำนวนมาก ดังนั้นอาจให้แพทย์ตรวจร่างกายดูก่อนว่าคุ้มหรือไม่กับการตรวจด้วยวิธีพิเศษ แม้แต่การตรวจเอกซเรย์ปอดซึ่งราคาไม่แพง แต่หากตรวจพร่ำเพรื่อเกินไปก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกประการหนึ่ง มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ตรวจพบความผิดปกติเล็กน้อย แต่เก็บมาวิตกกังวลจนถึงขั้นเครียด แทนที่จะควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีไม่น้อยที่หมอสั่งยาให้ทันทีหลังจากที่ตรวจพบความผิดปกติเล็กน้อย แทนที่จะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เจ็บป่วยอีก

แพทย์อีกหลายท่านจึงแนะนำว่าการตรวจร่างกายประจำปีควรเป็นการตรวจหาความเสี่ยงต่อโรค ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วก็ร่วมกันหาหนทางป้องกันความเสี่ยงอย่าให้เป็นโรคนั้น

ดังนั้นหากเป็นไปได้ โรงพยาบาลควรมีระบบรองรับผู้ป่วย มีเวลาซักประวัติ เพื่อสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารตลอดจนการไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เกิดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือผู้ที่ต้องทำงานยกของหนักอยู่ทุกวัน ส่วนใหญ่จะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเข่า ก็ควรได้รับคำแนะนำว่าจะยกของหนักอย่างไรไม่ให้ปวดเมื่อย หรือหากต้องทำงานในโรงงานที่มีเสียงดังและเต็มไปด้วยฝุ่นละออง อาจเสี่ยงต่อโรคปอดหรือหูตึง ก็ควรได้รับคำแนะนำว่าจะทำงานอย่างไรในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นโดยไม่เจ็บป่วย ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการตรวจเหมือนๆ กันตามแพคเกจที่โรงพยาบาลจัดไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอีกมากที่การตรวจสุขภาพไม่สามารถตรวจพบโรคได้ในระยะแรกๆ ดังนั้นถึงแม้ผลการตรวจสุขภาพจะเป็นปกติดี ก็ยังควรใส่ใจรักษาสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่ สุรา ยาเสพติด พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

ประเภทของ ยาใส่แผล และวิธีการใช้

ยาที่ใช้ใส่แผลในท้องตลาด ปัจจุบันมีจำหน่ายหลายชนิด ทั้ง ยาเหลือง ยาแดง ทิงเจอร์ แอลกอฮอล์ เป็นต้น การเลือกใช้ยาแต่และชนิดต้องคำนึงถึงลักษณะบาดแผลเป็นหลัก โดยทั่วไปการแบ่งประเภทบาดแผลมีหลายวิธี เช่นแบ่งตามความสะอาดของแผลแบ่งได้เป็น แผลสะอาด หมายถึงแผลที่ไม่มีการติดเชื้อ เช่น แผลมีดบาด แผลผ่าตัด มีโอกาสติดเชื้อต่ำ และแผลสกปรก หมายถึง แผลเปิดที่มีการมีอาการปวด บวม แดง อาจมีเลือดหรือน้ำเหลืองออกมาบริเวณปากแผล มีโอกาสติดเชื้อสูง รวมถึงบาดทะยัก หากแบ่งประเภทตามระยะเวลาการเกิดแผลแบ่งได้เป็น แผลสด เป็นแผลที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เช่น มีดบาด และ แผลเรื้อรัง เป็นแผลที่มีการติดเชื้อ มีการทำลายของเนื้อเยื่อเกิดเป็นเนื้อตาย เป็นหนอง เช่น แผลกดทับ แผลจากการฉายรังสี เป็นต้น

หากมีการบาดเจ็บรุนแรงเลือดออกหรือแผลสกปรกปนเปื้อนมาก ควรพบแพทย์ก่อนเพื่อห้ามเลือดและทำความสะอาดแผลหรือฉีดยาป้องกันบาดทะยัก การดูแลบาดแผลจะมีการใช้น้ำยาทำความสะอาดแผลและยาใส่แผลหลายชนิดแตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของบาดแผล ดังนี้


น้ำยาล้างแผล ใช้สำหรับทำความสะอาดแผลเบื้องต้นเพื่อชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกให้หลุดออกไป และช่วยให้แผลอ่อนตัวลงสามารถซึมซับยาใส่แผลได้ดีขึ้น น้ำยาที่ใช้ได้แก่

น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% นิยมใช้ล้างแผลมากที่สุด ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ไม่ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ช่วยให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วเกิดความชุ่มชื้นหลุดออกได้ง่าย

ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้น 3% ใช้สำหรับชะล้างแผลสกปรก มีหนองมากหรือมีเนื้อตาย เมื่อน้ำยาสัมผัสกับแผลจะปล่อยออกซิเจนออกมาเป็นฟองฟู่และมีความร้อน ช่วยชะล้างเนื้อตายที่บาดแผลได้
น้ำยาเช็ดรอบแผล ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณรอบๆ แผล เพื่อลดจำนวนเชื้อโรค แต่จะไม่เช็ดไปที่แผลโดยตรงเนื่องจากทำให้แสบ ระคายเคือง และแผลหายช้า ได้แก่ แอลกอฮอล์ 70% ในท้องตลาดจะมี 2 ชนิดคือ เอธิลแอลกอฮอล์ 70% (Ethyl alcohol) และ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% (Isopropyl alcohol) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไม่ต่างกัน

ยาใส่แผล มีหลายชนิด ใช้หลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลเสร็จแล้ว โดยทั่วไปควรเลือกให้เมาะสมกับประเภทของบาดแผล ได้แก่

ทิงเจอร์ไอโอดีน ความเข้มข้น 2.5 % (Tincture iodine 2.5 %w/v) ใส่แผลสดหรือแผลถลอก นิยมเช็ดรอบๆ แผล ฆ่าเชื้อโรคได้หลายชนิด แต่มีข้อเสียคือเมื่อทาที่ผิวหนังแล้วตัวทำละลายจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ตัวยามีความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวหนังเกิดไหม้พองได้ ดังนั้นหลังจากใช้น้ำยา 1 นาที ให้เช็ดตามด้วยแอลกอฮอล์ 70% ไม่นิยมใช้กับแผลบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนๆ

โพวิโดน-ไอโอดีน ความเข้มข้น 10% (Povidone-Iodine 10 % w/v) นิยมใช้ค่อนข้างมาก ใช้เช็ดแผลสด แผลไฟไหม้ แผลถลอก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง แสบน้อยกว่าทิงเจอร์ไอโอดีน

ทิงเจอร์ไทเมอรอซอล ความเข้มข้น 0.1% (Thimerosal 0.1 % w/v) ใช้ใส่แผลสด หรือแผลถลอก ไม่ใช้กับผิวอ่อน และเด็กอ่อน

ยาเหลือง (acriflavin) ใช้กับแผลเรื้อรัง แผลเปื่อย กดทับ ไม่นิยมใช้กับแผลสด

ยาแดง (mercurochrome) เหมาะกับแผลถลอกเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นบาดแผลที่ค่อนข้างลึก ยาจะทำให้แผลด้านบนแห้งแต่ด้านล่างยังคงแฉะอยู่ แผลจะหายช้า และเนื่องจากยามีส่วนผสมของสารปรอทหากใช้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดพิษจากสารปรอทได้ ปัจจุบันนี้จึงไม่นิยมมากนัก

สำหรับบาดแผลสดที่ไม่ลึกหรือกว้างมาก หากทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีและปิดผ้าก๊อซเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคใดๆ เนื่องจากแผลจะค่อยๆ สมานตัวและหายได้เอง แต่หากต้องการใช้ยาควรเลือกชนิดที่ระคายเคืองต่อผิวน้อยที่สุด

กรณีแผลถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกที่ผิวหนังชั้นนอกไม่รุนแรงมาก แผลมีขนาดเล็ก ให้ล้างแผลด้วยน้ำเย็นหรือใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบาดแผล เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนและป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายเนื้อเยื่อมากขึ้น ไม่ควรใช้ยาสีฟัน น้ำปลา หรือยาหม่อง ทาแผล เพราะไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนที่บาดแผลและอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากขึ้นด้วย อาจใช้ยาทาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน เช่น เจลว่านหางจระเข้ น้ำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งวาสลีน ถ้ามีตุ่มน้ำพองเล็กๆ ไม่ควรเจาะออกแต่ให้ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีนแล้วปิดด้วยผ้าก๊อซ ตุ่มจะแห้งเองใน 3-7 วันแล้วหลุดลอกออกมา หากแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกมีความรุนแรงมากหรือกินบริเวณกว้างจะมีอันตรายกว่าบาดแผลขนาดเล็ก เสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำของร่างกายและติดเชื้อได้ง่ายควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อไป

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมียาใส่แผลชนิดอื่นอีกหลายรูปแบบ เช่น ยาครีม ยาขี้ผึ้ง หรือเจลทาแผล ใช้แตกต่างกันตามบริเวณที่เกิดแผลและชนิดและความรุนแรงของแผล แต่เนื่องจากยาเหล่านี้มีส่วนผสมของตัวยาปฏิชีวนะหลากหลายชนิด ซึ่งถือเป็นยาอันตราย การเลือกใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

บำรุงผิวหน้าด้วย ผลไม้

เริ่มจาก นำมะละกอสุกบดละเอียดประมาณ 2 ช้อนชา พอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำวันละครั้ง ผิวหน้าจะเนียนขึ้นและช่วยลดริ้วร้อย
โลชั่นน้ำผลไม้ นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ น้ำมะนาว และน้ำแตงโม อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้สำลีแต้มส่วนผสมเช็ดเบาๆให้ทั่วใบหน้า เพื่อช่วยสมานผิวและกระชับรูขุมขนแทนการใช้โทนเนอร์
มอยส์เจอไรเซอร์น้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา อุ่นด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณครึ่งนาที จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงเช็ดออกแล้วล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น วิธีนี้ยังช่วยกำจัดสิวหัวดำอีกด้วย

สุดท้าย โลชั่นน้ำนมผสมเปลือกกล้วยหอม ใช้เปลือกกล้วยหอมสุก 1 ผล ล้างให้สะอาดแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำนมสดลงไปประมาณครึ่งถ้วย บดให้ละเอียดเข้ากัน ใช้แทน โลชั่นสำหรับผิวแห้งหรือเกรียมแดด ทั้งยังช่วยขจัดฝุ่นละออง ที่คั่งค้างอยู่ตามผิวหน้า ด้วย โลชั่นน้ำนมเปลือกกล้วยนี้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ในตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้

ลองทำตามคำแนะนำดูนะคะ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเลย ^-^
ข้อมูลจาก สะกิดดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กฏเหล็กห้ามทำเมื่อเข้านอน

การนอนคือการพักผ่อน หลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แล้วนอนอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ วันนี้เกร็ดความรู้มีข้อห้ามทำก่อนนอนมาบอกกัน เพื่อสุขภาพที่ดี...

- อย่าใส่นาฬิกาข้อมือนอน เพราะขณะที่นาฬิกาทำงานไปเรื่อย ๆ นั้น ล้วนปล่อยพลังงาน ถ้าใส่นาฬิกาข้อมือนอน จะมีผลต่อสุขภาพระยะยาว

- ไม่ควรนอนหลับไปพร้อม ๆ กับโทรศัพท์ หรือวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ ๆ ใครที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือไว้ห่าง ๆ เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า โทรศัพท์มือถือ จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาขณะเปิดเครื่องไว้ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้ มีผลกับระบบประสาท เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ควรปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า

- อย่าหลับไปพร้อมกับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้ายังไง ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการหลับทั้ง ๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้า จะทำให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว

- (สำหรับสาว ๆ เท่านั้น) อย่าใส่ยกทรงนอน เพราะนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน พบว่าการใส่ยกทรงนานเกิน 12 ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ ฉะนั้น ก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย

แอบเปิ้ลลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ทานทั้งเปลือกลดมะเร็งลำไส้ได้ถึง 3 เท่า


นักวิจัยชาวโปแลนด์พบว่า การรับประทานแอบเปิ้ลสองผลต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคลงได้ถึงครึ่งเลยทีเดียว

“ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานผักหรือผลไม้ก็ตาม ต่างก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งสำไส้ได้ทั้งสิ้น” นักวิจัยกล่าว

ความเสี่ยงดังกล่าวจะลดลง 35% เมื่อรับประทานแอบเปิ้ลวันละหนึ่งผล และหากรับประทานมากกว่านั้นจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ถึง 50%


ดร.ราเชล ทอมสัน จากกองทุนเพื่อการศึกษามะเร็งโลก กล่าวว่า เส้นในในอาหารเล่านี้จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้

“การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยนั้นเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นที่แตกต่าง ในผัก ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรตที่มีเส้นใยสูง อาทิ ข้าว และขนมปังนั้น ให้ผลที่แตกต่างกันตามไปด้วย”

ดร.อลิสัน โรส จากศูนย์ศึกษามะเร็งของอังกฤษกว่าเพิ่มเติมว่า เมื่อเราต้องการลดความเสี่ยงมะเร็ง วิธีการที่ดีที่สุดคือรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย ดีกว่ารับประทานเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

สะโพกใหญ่ ดีกว่ามีพุง

งานวิจัยพบว่าการมีสะโพกและต้นขาใหญ่ดีกว่าการมีพุง เนื่องจากสามารถลดระดับของไขมันเลว และเพิ่มระดับของไขมันดีซึ่งช่วยในการป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดได้ นอกจากนั้นมันยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานอีกด้วย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้ทำการรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของความอ้วนส่วนล่างของร่างกาย และศึกษาเพิ่มเติมว่าทำไมมันจึงดีกว่าการกักไขมันไว้ในส่วนกลางของร่างกาย พวกเขาพบว่า ในผู้ที่มีร่างกายแบบลูกแพร์ (อ้วนส่วนล่าง) จะช่วยขจัดความอ้วน อันเป็นอันตรายต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมน ซึ่งมีผลต่อความอยากอาหารและน้ำหนักตัวอีกด้วย

และท้ายที่สุด แม้ว่าผู้ที่มีรูปร่างแบบลูกแพร์จะอ้วนขึ้น แต่ภาวะดังกล่าวก็ยังส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ช้ากว่าการอ้วนลงพุง เนื่องจากจะการอ้วนแบบนี้จะผลิตสาเคมีที่มีชื่อว่า อินฟลามาทอรี่ ไซโตคีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคอ้วน

“เซลล์ในช่วงล่างของร่างกายทำงานต่างจากเซลล์ในช่วงบนของร่างกาย” นักวิจัยกล่าว
อย่างไรก็ตามนักวิจัยแนะนำว่า “ถ้าคุณมีน้ำหนักเกิน ลงพุง หรือมีรอบเอวหนาขึ้น คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ”

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการลดต้นขา ให้เรียวงาม

วันนี้ มีเคล็ดลับการลดต้นขาด้วยตัวเองแบบง่ายๆมาฝากกัน

เริ่มจาก ท่าแรก ให้เตรียม เวท 1 กิโลกรัม จากนั้นให้นอนราบกับพื้น ผูกเวทติดไว้กับขาแล้วยกให้สูงจากพื้น 45 องศา ค้างไว้ โดยนับ 1-5 ช้าๆค่อยๆทำ หลังจากที่ร่างกายเริ่มชินกับน้ำหนักของเวทแล้วให้ยกขึ้น-ลงเร็วขึ้น แนะว่าควรทำทีละข้าง ครั้งละ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง เมื่อทำจนชำนาญแล้วอาจยกให้สูงขึ้นกว่าเดิม ควรทำอย่างอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง

ส่วน ท่าที่สอง เป็นการลดต้นขาด้านใน ให้นอนราบลงบนพื้น ไขว้ข้อเท้าไว้ด้วยกัน งอเข่าเข้ามาให้ชิดตัวแล้วค่อยๆยืดออก จากนั้นให้คลายเท้าทั้งสองออกจากกันกลับมาสู่ท่าเดิมแล้วเริ่มทำใหม่ ควรทำประมาณ 24 ครั้งต่อวัน ต้นขาด้านในจะดูเล็กลง

วิธีง่ายๆลองนำไปใช้ดูได้......

ข้อมูลจากสมุนไพรดอทคอม

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

18 วิธี เคล็ดลับ สุขภาพดี

สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

11. ดื่มน้ำเร็ว...อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง


พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งน้ำผึ้งนอกจากจะมีรสหวานอร่อย เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลกลูโคลสถึง 79% แล้ว ยังมีกรดชนิดต่างๆ ผสมอยู่ในปริมาณสูง

จึงสามารถนำมาเป็นมาส์กพอกหน้า เพื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปได้ โดยอุ่นน้ำผึ้งให้ร้อนขึ้นเล็กน้อยในไมโครเวฟ จากนั้น ทำความสะอาดผิวหน้าและใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้ง ใช้นิ้วมือหรือแปรงที่มีขนอ่อนนุ่มทาน้ำผึ้งอุ่นๆ (ไม่ใช่ร้อน) ลงบนใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้สิบนาที แล้วล้างออกเบาๆ ด้วยน้ำอุ่นและผ้าขนหนูนุ่มๆ การพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าผิวเนียนนุ่มขึ้นได้ทันที และการพอกหน้าตำรับนี้คุณยังสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ เพราะน้ำผึ้งไม่มีกรดที่รุนแรงต่อผิวหน้า

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เลี่ยงกระดูกพรุนได้ เพราะตากแดด

สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ


สำหรับการขาดฮอร์โมนเพศในสตรีวัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เคยช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูก อาจทำให้สตรีวัยทองมีโอกาสเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนมักจะมีอาการปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับ น้ำหนัก อาทิ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อต่อต่าง ๆ ร่วมด้วย และการเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย ๆ

การดื่มนม รับประทานอาหารทีมีแคลเซียมและโปรตีน ถือเป็นการสะสมแคลเซียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ นอกจากนี้ยังควรให้ผิวผนังได้ถูกแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ และควบคุมการทรงตัว

สำหรับการรับแสดงแดด ก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยควรเป็นแสงแดดในช่วงเวลา 8.30 - 09.00 น. และอีกช่วงคือ 16.00 - 16.30 น. ที่ สำคัญในการรับให้ผิวหนังถูกแสงแดดตามช่วงเวลาที่แนะนำนั้นไม่ควรทาครีมกัน แดดที่มีค่าเอสพีเอฟเกิน 35 เนื่องจากสารเคมีในครีมกันแดดจะเป็นตัวต้านไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสียูวีที่ เป็นประโยชน์กับการสังเคราะห์ให้ได้วิตามินดี

ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย.

ขอบคุณบทความดีๆ จากเดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีตรวจโรคจากอาการปวดท้อง

ใครที่มักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าปวดท้องเพราะอะไร เรามีวิธีการเช็กโรคจากอาการปวดท้องมาฝากค่ะ

เราสามารถแบ่งบริเวณที่ปวดท้องได้เป็น 9 ส่วน คือ

1. ชายโครงขวา คือตับและถุงน้ำดี
อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับหรือถุงน้ำดี เช่น ตับอักเสบ ฝีในตับ ถุงน้ำดีอักเสบ


2. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่
- ปวดเป็นประจำเวลาหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ
- ปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ
- คลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่ อาจหมายถึงตับโต
- คลำได้ก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่

3. ชายโครงขวา คือ ม้าม ซึ่งมักจะคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณนี้

4. บั้นเอวขวา คือท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่
- ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ
- ปวดร้าวถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต
- ปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ
- คลำเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่

5. รอบสะดือ คือ ลำไส้เล็ก มักพบในโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้อง ก็อาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ

6. บั้นเอวซ้าย คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ (เหมือนข้อ 4)

7. ท้องน้อยขวา คือ ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก
- ปวดเกร็งเป็นระยะ ร้าวมาที่ต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต
- ปวดเสียดตลอดเวลา กดแล้วเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ
- ปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ
- คลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ

8. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก
- ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกะปริบกะปรอย มักเป็นเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
- ปวดเกร็งเวลามีประจำเดือน เป็นอาการปวดประจำเดือน แต่ในรายที่ปวดเรื้อรังในหญิงแต่งงานแล้วไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก

9. ท้องน้อยซ้าย คือ ปีกมดลูกและท่อไต
- ปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต
- ปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น ตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ
- ปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ
- คลำพบก้อนร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้.

ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาถูกอาการ...


ขอขอบคุณเนื้อหาดีดี : ชีวจิต

หยุดภูมิแพ้ แค่ปรับปรุงที่นอน

คนที่รู้สึกผิดสังเกตเมื่อต้องไปอยู่ในที่มีฝุ่นมาก ฝนตก หรือหน้าหนาวแล้วรู้สึกคัน และแสบจมูกบ่อยๆ แสบตา เคืองตา คันคอ ไอในช่วงกลางคืนหรือตื่นตอน ตามด้วยอาการเหมือนจะเป็นหวัดคัดจมูก นั่นแสดงว่า คุณมีแนวโน้มว่าจะเป็นภูมิแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเข้าแล้ว

ปัจจุบันมีคนที่เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น สำรวจง่ายๆ จากการถามคนรอบข้างจะพบว่า 1 ใน 10 มีอาการภูมิแพ้ บางคนแพ้ฝุ่น บางคนแพ้อากาศ แพ้อาหาร หอบหืด ซึ่งมีอาการตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงต้องรับประทานยาอยู่จนเป็นกิจวัตร

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลสถิติของการเกิดโรคภูมิแพ้อากาศและหอบหืดในประเทศไทย ย้อนหลังไปในระยะ 15 ปี เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ว่า มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีผู้ที่ป่วยเป็นภูมิแพ้อากาศจากเดิม 13 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 49 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโดยมากจะพบในเด็กเล็กจนกระทั่งถึงวัยมัธยม

สำหรับหอบหืดที่พบในเด็กเล็กเป็นส่วนมากนั้นข้อมูลระบุว่าเพิ่มจาก 4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 13 เปอร์เซ็นต์ โดยบางคนจะหายไปในช่วงวัยทำงานซึ่งภูมิคุ้มกันแข็งแรง กระนั้นภูมิแพ้ก็กลับมาได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งมาช่วยกระตุ้น

ตุ๊กตาขนฟู อย่าวางบนหัวนอนมากนัก รู้ไหม! มันคือตัวสะสมฝุ่น

ไม่เพียงเท่าที่ปรากฏจากสถิติเท่านั้น กลุ่มโรคภูมิแพ้เกิดได้กับหลายระบบในร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เยื่อบุที่อวัยวะต่างๆ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น

* ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
* ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือเรียกว่า แพ้อากาศ
* ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า หลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ หอบหืด
* ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้
* ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า แพ้อาหาร

“โดยทั่วไปภูมิแพ้จะเกิดจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง แต่หากใครโตมาในสภาวะที่ไม่มีมลพิษในอากาศโอกาสที่โรคจะแสดงอาการก็ไม่มีหรือน้อย แต่หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แออัด ชื้น หรือความปรวนแปรของอากาศก็กระตุ้นให้เกิดโรคได้”

อาจารย์หน่วยโรคภูมิแพ้ รพ.รามาธิบดี อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้คนเมืองใหญ่เกิดอาการภูมิแพ้มากกว่าเนื่องเพราะในเมืองมีมลพิษจากการก่อสร้าง การจราจร และฝุ่นละอองหนาแน่น และคนก็นิยมเลี้ยงสัตว์ในบ้านมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นตัวก่อและกระตุ้นภูมิแพ้ได้ดี

คนที่เป็นภูมิแพ้ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ชนิดใดในบ้าน

** จัดบ้านต้านภูมิแพ้ได้
การจัดห้องใหม่ โละของเก่าๆ ลงกล่องบ้างและจัดวางตำแหน่งโน่นนิด นี่หน่อย แต่รู้ไหม? ว่านี่สามารถลดอาการภูมิแพ้ได้นะ

นพ.กิตติ แนะนำว่า การจัดตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดนั้นสำคัญต่อสุขภาพเรามาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ใน 3 ของวันดังนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องใส่ใจการตกแต่งห้องนอนให้มากกว่าห้องอื่นๆ

“พันธุกรรมเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราลดทอนความรุนแรงจากไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน ฝุ่นที่นอน ฝุ่นแมลงสาบซึ่งต้องเจอทุกวันได้ ดังนั้นบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องนอนจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี”

การจัดบ้านเริ่มต้นง่ายๆ ที่ห้องนอนที่ต้องให้มีของน้อยที่สุด ไม่ควรมีชั้นวางหนังสือ ของสะสม เช่น ตุ๊กตาประเภทขนฟู เพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นชั้นดี และหากจำเป็นจริงๆ ควรเก็บใส่ในตู้ชนิดที่มีบานกระจก ซึ่งจะช่วยกันฝุ่นและทำความสะอาดได้ง่าย ตู้เสื้อผ้าไม่ควรตั้งในห้องนอน เนื่องจากฝุ่นจากเส้นใยผ้าจะก่อให้เกิดอาการแพ้แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน

“สิ่งที่ควรจะมีในห้องนอนของคนเป็นภูมิแพ้ก็คือ เตียงขาลอยไม่มีชั้นเพราะจะได้ทำความสะอาดง่าย ผ้าม่านควรเลือกแบบที่ถอดซักได้บ่อยๆ และปัจจุบันมีผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และหมอนกันไรฝุ่นสำหรับคนแพ้อากาศออกมาแล้ว แต่ราคาอาจจะสูง แต่ถ้าจะให้ดีควรทำความสะอาดเครื่องนอนอาทิตย์ละครั้ง และต้องหมั่นเอามาตากแดด ปัดกวาดเช็ดถูห้องให้เป็นกิจวัตร ไรฝุ่นจะได้ไม่สะสม ” อาจารย์หน่วยโรคภูมิแพ้ ระบุ

สำหรับจุดตั้งเตียงนั้นควรอยู่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึง เพื่อกันความชื้น และห้ามตากผ้าในห้องนอนเด็ดขาดเพราะจะเป็นแหล่งฟูมฟักไรฝุ่นให้เติบโต หมั่นเปิดหน้าต่างรับลม รับแดดจ้าเพื่อฆ่าและลดจำนวนตัวไรในห้อง

“ถ้าอยู่บ้านเราเลี่ยงเก็บเฟอร์นิเจอร์บางอย่างหรือชั้นหนังสือไว้ในอีกห้อง แต่หากอยู่อพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดมิเนียม การจัดวางตำแหน่งเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ การเก็บของลงกล่องหรือตู้ที่มิดชิดได้ก็จะเป็นการดี”

อย่างไรก็ตาม หากคนที่ชอบตกแต่งห้องนอน แต่จำใจจะต้องทำให้ห้องโล่งนั้นอาจจะลำบากใจพอสมควร นพ.กิตติ จึงมีคำแนะนำว่า การเลือกใช้วอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลายติดผนังสร้างสีสันให้ภายในห้องนอนแทน ซึ่งควรจะเลือกกระดาษมันที่ง่ายต่อการทำความสะอาดและหากเกิดเก่าชำรุดก็ต้องเปลี่ยนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมฝุ่น

หมั่นดูดฝุ่นในห้องนอนเสมอ

** ลาทีคนขี้แพ้
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผอ.ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กล่าวในหลังสือโรคภูมิแพ้รักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด แนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้านว่า ในกรณีที่แพทย์ลงความเห็นว่าคนในครอบครัวเป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้อากาศ อย่างแรกที่สุดที่จะต้องทำ ก็คือ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ให้มากที่สุด

นอกจากวิธีการกำจัดฝุ่นในบ้านและปรับย้ายตำแหน่งของเครื่องใช้บางอย่างแล้ว นพ.บรรจบ ยังแนะนำการเลือกเครื่องใช้บางอย่างสำหรับคนเป็นภูมิแพ้ด้วย ดังนี้

* ที่นอนควรจะเปลี่ยนเป็นที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์เพราะสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าที่นอนนุ่น ถ้าจะหุ้มที่นอนด้วยพลาสติกได้ยิ่งดี หากเป็นคนขี้ร้อนก็ต้องเลือกผ้าปูที่นอนที่มีรูน้อยที่สุด
* ห้ามใช้หมอนที่ทำด้วยนุ่น ขนห่าน หรือขนเป็ดโดยเด็ดขาด
* ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นในห้องตามพรม พื้น และผ้าม่านในห้อง และถ้าเป็นไปได้ เอาม่านและพรมออกจากห้องเสียให้หมด
* เวลาทำความสะอาดไม่ควรใช้ไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่น แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแทน
* ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ผ้าม่านควรจะซักทุก 6 สัปดาห์
* ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ชนิดใดในบ้าน
* แม้ว่าไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่ยืนยันว่า เครื่องกรองอากาศจะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยหอบมีน้อยลงได้ แต่ก็อาจจะใช้ได้ผล ในกรณีที่แพ้ละอองเกสรของหญ้าหรือต้นไม้อื่นๆ

ไม่เพียงเท่านี้คนในบ้านก็ไม่ควรสูบบุหรี่ และหากจำเป็นมีแขกมาเยี่ยมก็ต้องกล้าบอกให้เขางดบุหรี่ด้วยเช่นกัน

...โรคภูมิแพ้นั้นถือว่าเป็นโรคเรื้อรังก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากตัวผู้ป่วย และคนรอบข้างให้ความใส่ใจในการดูแลสุขภาพ หาวิธีป้องกันที่ได้ผล และหากเกิดอาการแล้วไม่ปล่อยให้มีอาการแทรกซ้อน ภูมิแพ้ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดำเนินชีวิต และคงไม่ต้องถึงขั้นต้องรับประทานยาเป็นอาจิณดอก...

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

โยคะ ทำให้ฉันสวย!

การฝึกโยคะมีผลต่อจิตของกายในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านร่างกาย โดยผ่อนคลาย รักษา และสร้างความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสายระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการย่อยอาหาร ต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาท ผลทางด้านจิตใจ จะเกิดผ่านการสร้างจิตใจที่สงบ ความตื่นตัวและสมาธิ ผลทางด้านจิตวิญญาณ คือ การเตรียมพร้อม สำหรับการทำสมาธิ และสร้างความแข็งแกร่งจาก "ภายใน"

ท่าง่ายๆ สำหรับช่วงเวลาที่เร่งรีบ โยคะไม่จำเป็นต้องไปทำตามสถานโยคะเสมอไป เรามีโยคะง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

งั้นเรามาเริ่มรู้จักท่าง่ายๆ สำหรับเรากันเลยค่ะ

1. นวดหลัง นอนหงายราบกับพื้น งอหัวเข่าทั้งสองข้างเข้ามาชิดหน้าอก และใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าไว้ พลิกตัวไปข้างซ้ายและขวาสลับกัน จากนั้นโยกตัวไปข้างหน้าและหลัง

2. หายใจ นั่งขัดสมาธิ หลับตา ค่อยๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นั่งสงบเช่นนี้ประมาณ 5 นาที จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้

3. ทำตัวให้อ่อน คุกเข่าลงกับพื้น มือทั้งสองยันพื้น (เหมือนเตรียมจะคลาน) แอ่นหลังโดยยกศีรษะ และสะโพกขึ้นพร้อมกับสูดหายใจเข้า อยู่ในท่านี้ประมาณ 2-3 วินาที หลังจากนั้นโก่งหลังโดยเก็บศีรษะ และสะโพกพร้อมๆ กับผ่อนลมหายใจออก (เหมือนกับแมวโก่งตัว) ทำ 2 ท่านี้ติดกันหลายๆ ครั้ง จะช่วยให้ กระดูกสันหลังอ่อนตัว ท่วงท่าสง่างามขึ้น

4. คลายเครียดขณะเดินทาง ผ่อนคลายความตึงเครียด ด้วยการโยกศีรษะไปข้างหน้า ข้างหลัง ซ้ายและขวา จากนั้นตั้งศีรษะ ให้ตรง ยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นค้างไว้ 2-3 วินาที แล้วจึงปล่อยลงสู่ท่าปกติทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยการร้องเพลงโปรดให้ดังที่สุด

6. ในที่ทำงาน นั่งหลังตรงเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี โดยจินตนาการว่ามีเชือกหนึ่งเส้นดึงศีรษะอยู่ เหมือนกับหุ่นเชิด พยายามหมุนข้อมือไปรอบๆ ให้เป็นนิสัย เพราะข้อมือมักจะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวยามใช้แป้นพิมพ์นานๆ การกำมือสลับกางนิ้วให้เต็มที่ก็เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับมือและนิ้ว

7. พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ตั้งศีรษะให้ตรง กลอกตาไปมาทั้งซ้ายและขวา เหลือบขึ้นข้างบนและลงล่าง จากนั้นหลับตาสักพัก

ช่วงระยะเวลาการเล่นโยคะที่ปลอดภัย

1. ไม่แนะนำให้เล่นตอนเที่ยง เพราะจะเป็นช่วงที่ blood pressure สูงมากที่สุด เนื่องจากแรงดึงดูดของพระอาทิตย์ต่อโลกจะแรงในตอนกลางวัน (ซึ่งจะสังเกตได้จากน้ำหนักของตัวเราจะเบา แต่หากชั่งน้ำหนักตอนเที่ยงคืน น้ำหนักของเราจะหนักที่สุด) แต่สามารถเล่นได้ก่อน หรือหลังเที่ยง

2. ควรเล่นหลังจากรับประทานแล้วอย่างน้อย 2-3 ชม. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหาร ซึ่งร่างกายมีความต้องการ พลังงาน เลือด ออกซิเจนไปช่วยในการย่อยอาหาร หากเราออกกำลังกายช่วงนั้นจะทำให้ร่างกายแย่งเลือด และ ออกซิเจนเพื่อไปเผาผลาญในส่วนอื่น ซึ่งจะส่งผลในทางลบกับร่างกายในระยะยาว

3. ไม่ควรเล่นหลัง 3 ทุ่มไปแล้ว เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวเกิน จะมีการเผาผลาญซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลแก่การนอนหลับ (ปกติจะมีเวลาชีวิต ซึ่งแนะนำให้นอนก่อนเที่ยงคืน)

4. หากเป็นคนอ้วนต้องการการเผาผลาญมาก แนะนำให้เล่นตอนเช้า เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ดี แต่คนผอม คลอเลสเตอรอลสูง เลือดจาง ระบบการเผาผลาญไม่มีปัญหา หากเล่นตอนเช้าจะเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกง่วงนอนตอนช่วงบ่าย ซึ่งคนผอมโดยทั่วไป จะมีลักษณะที่เป็นคนเครียดง่าย มีการสะสม toxic คือกรดแลคติคในร่างกายมาก ผิวแห้ง ผมแห้ง ท้องผูก และนอนหลับยาก คนผอมเหล่านี้ควรจะเล่นช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะเป็นการล้างกรดแลคติคออกไป หลังจากเล่นแล้ว จะนอนหลับสบาย

5. การใช้เวลาเล่นควรจะอย่างน้อย 1 ชม และแนะนำให้อยู่ในที่อากาศปกติ (ไม่ควรเล่นในห้องแอร์) เพราะจะช่วยในการหายใจ และ จะทำให้เหงื่อออกได้ เมื่อเหงื่อออกจะช่วยขับของเสียในร่างกาย

สำหรับคุณสาวๆ ที่รักสุขภาพ แต่ไม่ต้องการออกกำลังกายที่หนักเกินไป ขอแนะนำการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้กันเลยค่ะ สวยใส ไร้โรคภัยไข้เจ็บ ด้วยวิธีง่ายๆ ถ้าท่านใดสนใจลองทำกันดูนะคะ

บทความดีๆจาก women.sanook.com ครับขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ระวังตัว 8 โรคยอดฮิตของนักบริหาร

ผมได้อ่านเจอบทความหนึ่ง ของ Astv ผู้จัดการออนไลน์ เขียนไว้น่าสนใจทีเดียวครับ เกี่ยวโรคที่นักบริหารเจอกันบ่อย ฮิตฮ็อตที่สุด 8 โรคด้วยกัน เรามาดูซิว่ามีอะไรบ้างเพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ทันครับ

คงจะปฏิเสธได้ยากว่า หนึ่งในอาชีพจุดอ่อนที่ถูกโรคร้ายคุกคามได้ง่าย คงหนีไม่พ้นนักธุรกิจ นักบริหาร รวมไปถึงครอบครัวที่มีธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากต้องเผชิญกับความเครียด และความเสี่ยงไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ชายจะเป็นมากกว่าผู้หญิง นั่นหมายความว่า บุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ถูกรุมรังแกจากโรคมากที่สุดในบ้าน เห็นทีจะหนีไม่พ้นคุณพ่อ เส้นเลือดใหญ่ที่ต้องแบกความรับผิดชอบ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข จนละเลยสุขภาพของตัวเอง

กับประเด็นดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ทางโรงพยาบาลกรุงเทพเห็นว่า อาชีพกลุ่มเสี่ยงนี้ จะต้องรู้เท่านั้น และบริหารชีวิตไม่ให้เครียดจนเกินไป ดังนั้นจึงได้รวบรวมข้อมูลอันดับโรคที่คุณพ่อนักธุรกิจ หรือนักบริหารเป็นมากที่สุด ซึ่งโดยหลักๆ แล้วมีด้วยกัน 8 โรค ซึ่งแต่ละโรคมีรายละเอียด และสัญญาณของอาการเตือนภัย ดังนี้

1. ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ถือเป็นโรคมาแรงในกลุ่มผู้บริหาร เพราะต้องเผชิญต่อความกดดัน และความเครียดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งลูกน้อง หรือคนใกล้ตัว ที่สำคัญโรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว

สำหรับสัญญาณเตือนของโรคดังกล่าวนี้ จะมีเสียงดังหวิวๆ หรือหึ่งๆ ในหู หรือได้ยินเสียงชีพจรในศีรษะของตัวเอง เวียนศีรษะ โดยเฉพาะตอนเปลี่ยนอิริยาบถ นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ว่าใจสั่นบ่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ขาบวม หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อย และเพลียผิดปกติ ขอแนะนำให้พาตัวเองมาตรวจสุขภาพทันที

2. โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เกิดจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะมีการอุดตันของเส้นเลือดที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ส่งผลให้เนื้อสมองเสียหาย อยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ โรคสมองขาดเลือด เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก จากสถิติของประเทศไทยพบว่าอัตราการตายซึ่งมีสาเหตุมาจากสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 พบเป็นร้อยละ 6 (ข้อมูลจาก World Health Organization, 2002)

3. หลอดเลือดหัวใจตีบตัน

สำหรับโรคที่สาม คือ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือโรคหัวใจขาดเลือด โรคนี้เป็นสาเหตุการตายสำคัญอันดับหนึ่งของไทย เกิดจากการตีบ หรืออุดตันของเส้นเลือดจากการสะสมไขมัน คอเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ

ดังนั้นใครที่มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ หรือจุกแน่นลึกๆ บริเวณใต้กระดูกหน้าอก หรือหน้าอกด้านซ้าย มักเจ็บตอนที่เดินเร็ว ยกของหนัก หรือวิ่ง หรือเมื่อรู้สึกเครียดที่ต้องทำงานเร่งรีบ ประกอบกับความเครียด ต้องทานอาหารฟาสต์ฟูด ทำให้อ้วน ขาดการออกกำลังกาย เหล่านี้ล้วนแต่นำมาสู่ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน

ส่วนใหญ่มักมีอาการเฉียบพลัน ทำให้ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะ เฉียบพบันแบบไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก วิงเวียน หรือวูบแบบฉียบพลัน หากถึงมือแพทย์ช้า อาจเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตลอดชีวิต

4. โรคกระเพาะอาหาร

ตามมาด้วย โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคระบบทางเดินอาหารขัดข้อง เนื่องจากกระบวนการที่อาหารผ่านไปนั้นทำงานผิดปกติ โรคนี้ถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่ผู้บริหาร เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะต้องทำงานแข่งกับเวลา และเคร่งเครียดอยู่กับงานจนลืมที่จะรับประทานอาหาร หรือเกิดจากการดื่มสุรา สูบบุหรี่อย่างหนัก

พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เมื่อกินอาหารเข้าไปประมาณ 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ก็จะมีอาการปวดท้อง บางครั้งเมื่อรับประทานข้าวเสร็จก็ปวดท้องขึ้นมาในทันทีทันใด หรือปวดท้องก่อนรับประทานก็ได้ หรืออาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยร่วมด้วย

5. โรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ ถือเป็นโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเพศชายซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้มีอัตราเสี่ยงสูง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ โรคพยาธิใบไม้ในตับ อะฟลาท็อกซินไนโตรซามีน ที่พบอยู่ในตัวยากันบูด ปลาร้า เนื้อแห้งโดยเฉพาะอาหารที่ใส่ดินประสิว ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือกรรมพันธุ์ เป็นต้น

อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งตับค่อนข้างคลุมเครือ บางรายอาจจะไม่เกิดอาการอะไร เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ทำงานไม่ค่อยไหว จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดอาหารไม่ย่อย บางรายเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา และอาจปวดร้าวไปที่ไหล่ข้างขวาหรือบริเวณลำตัวข้างขวาทั้งหมด ในระยะสุดท้ายจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง บางรายอาจมีน้ำในช่องท้อง ท้องมาน บวมที่ข้อเท้า

6. โรคเบาหวาน

ส่วนใหญ่ โรคเบาหวานมักเกิดได้ง่ายกับคนอ้วนหรือผู้ที่รับประทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป กรรมพันธุ์ รวมทั้งผู้ที่มีความเครียดอยู่ตลอดเวลาอย่างกลุ่มนักบริหาร เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมาทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด โรคเบาหวานมักพบจากการตรวจร่างกายประจำปี โดยไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตเห็น

นอกจากอาการอ่อนเพลีย สมองมึนงง และถ้าตรวจว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว ต้องดูแลรักษากันตลอดชีวิตเพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่ถ้าปล่อยปละละเลยอาการของโรคจะกำเริบมากขึ้น อาการระยะเฉียบพลัน เช่นเกิดภาวะน้ำตาลต่ำกว่าปกติ หน้ามืด เหงื่อแตก ใจสั่น

ขณะที่ระยะเรื้อรัง จะพบอาการปัสสาวะบ่อย คอแห้งกระหายน้ำ ตาพร่ามัว สมรรถภาพทางเพศลดลง ความต้านทานโรคต่ำ ป่วยง่าย และมีโรคแทรกซ้อนในแบบอื่นๆเช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และระยะสุดท้าย จะพบเบาหวานลงไตอาจสูญเสียอวัยวะ เช่นเป็นแผลเรื้อรังที่เท้าจะต้องตัดทิ้ง

7. โรคถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพองที่เกิดกับกลุ่มนักบริหาร มักจะเกิดกับผู้ที่สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานานๆ หรืออยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป สัญญาณเตือนภัยของผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีอาการไอ เริ่มจากไอแห้งๆและมักไอมากตอนกลางคืนเวลาอากาศเย็นและตอนเช้าหลังตื่นนอน มีอาการเหนื่อยเวลาออกกำลังกาย เป็นหวัด หลอดลมอักเสบบ่อยๆหรือมีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

8. โรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหัก หรือยุบตัวได้โดยง่าย มักเกิดขึ้นกับกลุ่มนักบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่สภาพร่างกายกำลังเสื่อมสมรรถภาพ และมักไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำงานแข่งขันกับเวลา เครียด สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอลล์ และกาแฟเป็นประจำ รวมทั้งมองข้ามอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วยเช่น เคยมีประวัติกระดูกหักในครอบครัวจากภาวะกระดูกพรุน หรือรับประทานยา Steroid เป็นประจำ ควรเริ่มตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่ออายุ 40 ปี

โดยในระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อเริ่มมีอาการ แสดงว่าเป็นโรคมากแล้ว อาการสำคัญของโรค ได้แก่ ปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย ต่อมาความสูงของลำตัวจะค่อยๆ ลดลง หลังจะโก่งค่อมหากหลังโก่งค่อมมากๆ จะ ทำให้ปวดหลังมากเสียบุคลิก เคลื่อนไหวลำบากระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารถูกรบกวน เมื่อเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ จะหายยาก ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ท้องอืดเฟ้อ และท้องผูกเป็นประจำ

ทั้ง 8 โรคที่กล่าวมานี้ สิ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อนักบริหาร สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กับสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ นั่นคือ การแบ่งเวลาให้กับตัวเอง โดยการใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์พักผ่อนกับครอบครัวอย่างเต็มที่ รวมถึงหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจและปอด มีสมรรถภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความอ้วนทำให้ไขมันใต้ผิวหนังหมดไป อีกทั้งยังเป็นการลดน้ำตาลในเส้นเลือดได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ถ้าทำได้ ควรฝึกนิสัยในการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอให้ครบทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก สิ่งเสพติด เครื่องดื่มมึนเมา และหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี เพียงเท่านี้ก็จะเป็นคุณพ่อนักบริหารที่มีประสิทธิภาพ นำพาองค์กร และครอบครับไปสู่ความสำเร็จโดยไม่เป็นเหยื่อของ 8 โรคดังกล่าวนี้

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

หวานเป็นยามีจริงด้วย"น้ำผึ้ง"

น้ำผึ้ง ถือเป็นหนึ่งในของขวัญที่หลายคนจะนึกถึงเพื่อมอบให้กับญาติมิตรในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เก็บได้นาน แถมนำไปรับประทานได้หลากรูปแบบ แต่ก่อนจะเลือกของขวัญจากธรรมชาติชนิดนี้ ลองมาดูสรรพคุณของน้ำผึ้งกันอีกที เผื่อเอาไว้บอกกล่าวเล่าสู่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มสำหรับวันพิเศษที่กำลังจะมาถึง

น้ำผึ้ง เกิดจากการที่ผึ้งลำเลียงน้ำจากเกสรดอกไม้ที่เป็นน้ำหวานจากธรรมชาติ แล้วใช้กรด Enzyme ในห้องผึ้งเพื่อเปลี่ยนเกสรดอกไม้เหล่านั้นให้เป็นน้ำผึ้ง ดังนั้น น้ำผึ้งจากแต่ละแหล่งจึงแตกต่างกันไปตามวัตถุดิบแต่ละชนิด และน้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งในป่าใหญ่จึงมีความสมบูรณ์และมีแร่ธาตุอาหารแตกต่างจากผึ้งเลี้ยง ซึ่งจะมีการเติมน้ำหวานจากน้ำตาลและเกสรเทียมทำให้คุณค่าลดน้อยลงไป

น.พ.วิทวัส (ภาสกิจ) วัณนาวิบูล เขียนคอลัมน์ แพทย์แผนจีน ลงในเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน โดยอ้างถึงคัมภีร์ชื่อ เปิ่น-เฉา-กัง-มู่ ที่เขียนโดย หลี่สือเจิน ว่ามีการกล่าวถึงความแตกต่างของน้ำผึ้งที่ได้จากเกสรดอกไม้ชนิดต่างๆ กัน ทำให้มีสรรพคุณแตกต่างกันด้วย เช่น

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำไย บำรุงและเลือด บำรุงสมอง ช่วยความจำ ทำให้นอนหลับ

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่ แก้กระหาย กระตุ้นน้ำลาย บำรุงหัวใจและไต

น้ำผึ้งจากเกสรเบญจมาศป่า ขับร้อนขับไฟ ขับลมแก้พิษ

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า ขับร้อนกระตุ้นความอยากอาหาร บำรุงม้าม บำรุงประสาท

น้ำผึ้งจากเกสรของส้ม ลดบวม-ขับพิษ แก้กระหายน้ำ


มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งมานาน หลักฐานเก่าแก่สุดที่ถูกค้นพบ คือภาพเขียนผนังถ้ำวาเลนเซียในประเทศสเปนอายุกว่า 10,000 ปี ที่เป็นภาพผู้หญิงกำลังปีนบันไดซึ่งพาดอยู่กับต้นไม้ มือหนึ่งถือตะกร้า อีกมือเอื้อมคว้ารวงผึ้งที่ห้อยอยู่กับกิ่งไม้

อีกหลายชาติมีการบันทึกเรื่องราวของน้ำผึ้งไว้ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งในด้านศาสนา โดยความเชื่อฮินดู น้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งในยาอายุวัฒนะ และถูกนำมาใช้เพื่อบูชาพระเจ้า ไบเบิลก็เขียนถึงน้ำผึ้งว่าเป็นอาหารที่มีสรรพคุณในทำนองเดียวกัน ขณะที่พุทธประวัติมีบันทึกเรื่องของน้ำผึ้งว่าเป็นส่วนผสมในข้าวมธุปายาสซึ่งถวายแด่พระพุทธเจ้าช่วยให้พระวรกายของพระองค์กลับมาสมบูรณ์แข็งแรง

ในทางการแพทย์อายุรเวทของอินเดียใช้น้ำผึ้งผสมผงอบเชย เพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกายมานานหลายศตวรรษ ด้านตำราจีนของ หลี่สือเจิน บันทึกสรรพคุณ 5 ประการของน้ำผึ้งกล่าวคือ ขับร้อน บำรุงส่วนกลาง (กระเพาะอาหารและม้าม) ขับพิษ รักษาแผล ทำให้ชุ่มชื่นลดความแห้งแก้ไอ และแก้ปวด

ขณะที่แพทย์แผนไทยใช้น้ำผึ้งเพื่อช่วยแต่งรสยา ให้ยามีรสอร่อยขึ้นและช่วยชูกำลัง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในน้ำกระสายยา ที่ช่วยทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของไตและกระจายเลือด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังมากขึ้น บางครั้งน้ำผึ้งถูกนำมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอนอีกด้วย

ตำนานและเรื่องเล่าทางศาสนาดูเหมือนจะอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ของยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่า น้ำผึ้งแท้ มีองค์ประกอบของน้ำตาล Dextrose และ Fructose ราวร้อยละ 50-90 ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทางยาสูงกว่าน้ำตาล Sucrose ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 0.1-10 นอกจากนี้น้ำผึ้งยัง อุดมด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี วิตามินเค และวิตามินซีจากธรรมชาติ รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ ได้แก่ กรดอะมิโน กรดไขมัน และเกลือแร่ต่างๆ อย่างสังกะสี และทองแดง

ในอเมริกาและแคนาดา มีการรักษาและป้องกันโรคหัวใจ โดยให้ผู้ป่วยรับประทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน นอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว ยังช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ

ข้อมูลจากมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งสำหรับท่านชายที่สมรรถภาพหย่อนยาน ว่าน้ำผึ้งเพียวๆ รับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน น้ำผึ้งจะช่วยให้เชื้ออสุจิคึกคักขึ้น ถ้าย้อนไปดูสูตรโบราณมีการดองกล้วยน้ำว้ากับน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มพลังบำรุงร่างกายด้วยเช่นกัน

มีคำแนะนำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานน้ำผึ้ง ได้แก่

1.ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าดื่มโดยผสมน้ำอุ่น จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจาง ลดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ถ้าดื่มโดยผสมน้ำเย็นจะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้กระตุ้นการถ่ายอุจจาระ

2.ควรดื่มหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะการดื่มหลังอาหารทันที จะทำให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดให้สูงมากยิ่งขึ้น ทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งจะเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก

3.ควรดื่มก่อนนอน เหมาะสำหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และนอนหลับยาก

หวาน อร่อย แถมมีสารพัดสรรพคุณ เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ถ้ากำลังมองหาของขวัญเพื่อคนพิเศษ น้ำผึ้งจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากสนุกดอทคอมครับ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

นานาคุณค่า กับ"ข้าวหอมราชินี"

เปลี่ยนทัศนคติกันเถอะ!! อย่าคิดว่าแค่โปรตีนและวิตามิน จะเป็น "ฮีโร่" ทำให้ผอมเพรียวได้เท่านั้น อย่าลืมว่าร่างกายก็ต้องการพลังงานเช่นกันนะ หนุ่มสาวกลัวอ้วนทั้งหลาย "เลิกยี้แป้ง" แต่ควรเขี่ยข้าวขัดขาวทิ้ง แล้วมองวัตถุดิบตัวเลือกชั้นดีหน้าใหม่จากธรรมชาติกันดีกว่า

"ข้าวหอมราชินี" หรือข้าวกล้องปรุงกระยาทิพย์ "แรกผลิ 6" เป็นสุดยอดข้าวไทยคุณภาพผสานคุณค่าข้าวไทย 6 พันธุ์ชั้นเยี่ยมรวมกัน ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ ข้าวกล้องขาวดอกมะลิ ข้าวเหนียวกล้อง ข้าวกล้องหอมกุหลาบ ข้าวแดงสุรินทร์ และข้าวกล่ำดอยมูเซอ มีรสชาติกลมกล่อม หุงง่าย ไม่ต้องซาวน้ำ

เมื่อนำไปหุงรับประทาน มันจะทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นกากใยอาหาร ให้วิตามินสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมน ชะลอแก่ ลดการเกิดสิวและปวดประจำเดือน ช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงไขข้ออักเสบ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ทั้งยังมีส่วนช่วยในการไหลเวียนเลือด กระตุ้นการขับน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เพื่อสลายไขมัน เหมาะกับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้รักสุขภาพ สตรีวัยทอง และเด็ก หากเบื่อข้าว ซึ่งเป็นเมนูหลักของอาหารไทย อยากเปลี่ยนมาสัมผัสรสเลี่ยนๆ แบบฝรั่งดูบ้าง ก็ลองเปลี่ยนจากสปาเกตตีข้าวสาลีธรรมดา เป็น "เส้นสปาเกตตีโฮลเกรน"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หยุดพิษบุหรี่มือสอง "เพื่อบ้านในฝัน"

การสูบบุหรี่นอกจากจะเกิดผลร้ายโดยตรงต่อตัวเองแล้ว บางครั้งก็เกิดผลร้ายต่อคนอื่นหรือคนใกล้ชิด ที่สูดเอาควันบุหรี่ที่คุณกำลังสูบโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเด็กซึ่งมีภูมิคุ้มกันน้อย หากสูดควันบุหรี่เข้าไปมากๆ ก็จะเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ และเป็นการสะสมสารก่อมะเร็งโดยตรง

พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีตระหนักถึงอันตรายจากบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง จึงได้จัดโครงการบ้านปลอดบุหรี่และขยายเครือข่ายการรณรงค์โครงการบ้านปลอดบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้สู่ประชาชน พ่อแม่/ผู้ปกครอง ให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของการได้รับควันบุหรี่ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งในด้านความเสี่ยงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นและเน้นแบบอย่างของการไม่สูบบุหรี่ของพ่อแม่/ผู้ปกครอง ด้วยการรณรงค์ให้ "บ้านปลอดบุหรี่" พร้อมขยายเครือข่ายโครงการบ้านปลอดบุหรี่ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทย

รศ.คลินิก (พิเศษ) แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ประธานคณะกรรมการโครงการบ้านปลอดบุหรี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะที่สถาบันฯ เป็นศูนย์กลางการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่จึงได้พัฒนาระบบการบริการสำหรับให้ความรู้ และส่งเสริมการเลิกสูบบุหรี่ โดยเริ่มให้กับบุคลากร ผู้ปกครอง และผู้ใช้บริการของสถาบันฯ ทั้งในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ทั้งนี้ ได้ทำต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเปิดเผยเกี่ยวกับพิษภัยควันบุหรี่มือสองในบ้านที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ พบว่า เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ การเป็นหวัดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะโรคหืดมากถึงร้อยละ80 สถาบันฯ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จากพ่อแม่/ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุแรกเกิด 12 ปี ที่นำบุตรหลานมารับบริการตรวจรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กฯ พบว่า มีพ่อแม่/ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ในบ้านที่มีเด็กร้อยละ 82 และร้อยละ 50 ไม่เคยทราบว่าโรคต่างๆ ในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง นอกจากนี้ 1 ใน 3 เคยเห็นบุตรหลานเลียนแบบท่าทางการสูบบุหรี่ ซึ่งสถาบันฯได้ทำสื่อการเรียนรู้เรื่อง"บ้านปลอดบุหรี่"ไว้ด้านหลังบัตรคิวฉีดวัคซีนและคลินิกต่างๆ เพื่อให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานเข้ารับบริการได้รับความรู้จากพิษภัยควันบุหรี่มือสองโดย

ตรง รวมถึงสื่อเพื่อการรณรงค์อื่นๆส่งมอบต่อให้ รพ.เครือข่ายใช้เพื่อการร่วมรณรงค์อีกด้วย ท้ายสุด รศ.คลินิก (พิเศษ)แพทย์หญิงมุกดา หวังวีรวงศ์ ยังแนะวิธีป้องกันภัยลูกรักจากควันบุหรี่มือสองว่า การทำให้บ้านปลอดบุหรี่ รวมทั้งในรถยนต์ส่วนตัวและที่ทำงานสอน ลูกรักให้อยู่ห่างจากผู้สูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารในร้านที่ปลอดบุหรี่ทั้งร้าน หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือ

อากาศถ่ายเทไม่สะดวกและรวมถึงการขอร้องคนสูบบุหรี่อย่าสูบบุหรี่ใกล้ลูกรักของเราเป็นวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถทำได้ เพื่อช่วยให้ลูกรักปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสอง

อย่างที่ทราบว่า บุหรี่ไม่เป็นผลดีต่อคนสูบหรือคนใกล้ชิด การห้ามไม่ให้คนอื่นสูบบุหรี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่หากเข้าใจและรู้จักป้องกันเราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของควันบุหรี่ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากควันบุหรี่อีกต่อไป

ขอบพระคุณหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เป็นมะเร็งปากมดลูก!!

เกร็ดความรู้วันนี้เป็นของชาวเว็บท่านหนึ่งที่อยากฝากเตือนผู้หญิงทุกคนค่ะ นั่นคือ มะเร็งร้ายที่ปากมดลูกสิ่งที่ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

มะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดได้จากการใช้ทิชชูในเวลาทำกิจวัตร จะเกิดจากเป็นเชื้อราเล็กๆ และขยายวงกว้างจนกลายเป็นมะเร็งร้าย

ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นเชื้อราเล็กๆ อยู่จึงไม่กังวลมาก แต่สาเหตุที่แท้จริงคือทิชชูมีสารเคมีตัวฉกาจที่เมื่อใช้เป็นเวลานานติดต่อกันจะทำให้เกิดในช่องคลอดได้

หมอแนะนำว่าหลังจากเสร็จกิจใน ห้องน้ำ ให้ใช้ทิชชูซับแทนการเช็ด และต้องซับครั้งเดียว ไม่เกิน 10 วินาทีเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราได้ 50 % ด้วย ความปรารถนาดี

โดย เดลินิวส์

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

เซเลอรี่ต้านไมเกรน ได้นะครับ



เซเลอรี่เป็นผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นทำเนียบผักที่มีประโยชน์ในการบำบัดอาการต่างๆ สำหรับคนที่มีอาการไมเกรน แนะนำให้ดื่มน้ำเอนไซม์เซเลอรี่วันละครึ่งแก้ว เพราะน้ำเซเลอรี่อุดมไปด้วยคูมาริน ที่ทำให้การไหลเวียนของระบบโลหิตทำงานได้ดี ช่วยอาการปวดคลายตัว นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดสะอาดขึ้น และช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอล จึงช่วยลดและป้องกันอาการไมเกรนได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากชีวะจิตครับ

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

รักษาแผลในกระเพาะ-ลำไส้ ด้วยสมุนไพรไทย

โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง แต่อุบัติการของโรคนี้ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานจำนวนที่แน่นอน โรคนี้พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วไป และพบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

โรคกระเพาะตามความหมายของแพทย์ หมายถึง แผลที่กระเพาะอาหาร (gastric ulcer) หรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer) ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลศิริราชว่าแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบมากกว่าแผลที่กระเพาะอาหารประมาณ 2 เท่า


แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นพบบ่อยในวัยหนุ่มสาว โดยอายุเฉลี่ยของผู้เป็นโรคนี้คือ 35 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า ส่วนแผลที่กระเพาะอาหารมักพบในวัยกลางคนขึ้นไป โดยอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคนี้คือ 42 ปี พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า

สาเหตุของโรคดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ปกติจะมีสารเมือก (mucin) หลั่งออกจากต่อมในส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและส่วนบนของลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันเยื่อบุกระเพาะจากฤทธิ์กัดของน้ำย่อยที่เป็นกรดอย่างแรง แต่มีปัจจัยบางอย่างที่คาดว่าจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง เกิดการอักเสบและเป็นแผลได้ง่าย เช่น ภาวะขาดอาหาร ภาวะเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานยาหรือสารบางชนิดที่กัดกระเพาะ สูบบุหรี่จัด ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนมากหรือเนื่องจากกรรมพันธุ์

อาการระยะแรก คือ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาจมีความรู้สึกอิ่มแน่นหรือหิวร่วมด้วย แผลในกระเพาะอาหารมักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 1-ชั่วโมงครึ่ง ส่วนแผลในลำไส้มักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมง และช่วงดึกหลังเที่ยงคืนด้วย

การรักษาจะไม่หายขาด ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองคล้ายกับผู้ป่วยท้องอืด ท้องเฟ้อ ระยะที่ปวดท้องควรดื่มนมถั่วเหลืองทุก 3-4 ชั่วโมงพร้อมทั้งใช้สมุนไพรที่แนะนำ รับประทานอาหารอ่อน ทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ งดอาหารรสจัดและสิ่งต้องห้ามข้างต้น และหาทางคลายเครียดด้วย จะมีสมุนไพรที่ช่วยรักษาเยื่อบุทางเดินอาหารให้แข็งแรงขึ้น และควรใช้สมุนไพรขับลมร่วมด้วย
กล้วยน้ำว้ารับประทานผลดิบสดครั้งละครึ่งถึง 1 ผล อาจใช้ผลดิบหั่นบางๆตากแห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม ใช้ผงยาเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล

ข้อควรระวัง อาจมีอาการท้องอืดหลังรับประทานยานี้ แก้ได้โดยดื่มน้ำต้มขิงหรือสมุนไพรขับลมอื่นๆ
ขมิ้นชันผงขมิ้นครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนหรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2 เม็ด

ขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จากสมุนไพรดอทคอมครับ